30 Days OJT in Taiwan

รวมลิงค์เนื้อหา On Job Training ที่ไต้หวัน

Day11 From Fuli to Pingtung

ตื่นเจ็ดโมง เพราะไม่ต้องไปทำงานวันนี้

วันสุดท้ายที่ลืมตาขึ้นมาที่นี่ ใจหาย คิดถึงเวลาที่ผ่านมา คิดถึงความสนุกสนานที่นี่

IMG_0117.JPG

ตอนที่เข้าไปสัมภาษณ์ที่กรมฯ มีคนถามว่า “สามารถทนแรงกดดันได้มั้ย ต้องไปอยุ่กับเกษตรกรนะ ถ้าเค้าตำหนิ ดุด่าขึ้นมา เธอจะควบคุมอารมณ์ได้มั้ย”

เฮ้ย มันไม่ใช่เลย อยู่ที่ Fuli ไม่ต้องควบคุมอารมณ์อะไรทั้งนั้น เราสนุกกับทุกสิ่งที่นี่

8.png

เรน เพจ ฟ่านฟ่าน ขับรถพาพวกเราออกไปกินข้าวเช้า เป็นแฮมเบอร์เกอร์ กุ้งกระเบื้องของไทย และขนมหัวไชเท้าของไต้หวัน ที่ทำให้นึกถึงอาหารแรกมื้อแรกที่กินที่นี่ หมินจงพาไปกินขนมหัวไชเท้านี้เหมือนกัน แล้ววันนั้นก็มีชานมด้วย

คนเรามักจะจำอะไรครั้งแรกได้

 

กินข้าวเสร็จกลับมาที่ร้านกาแฟ

ตอนประมาณ 10โมง เราได้รู้จักคนเพิ่มอีกคน ชื่อชาลีเป็นคนของรัฐที่มารับเราไปPingtung เพื่อเจอกลุ่มเกษตรกรดูงานอีกกลุ่มจากไทย เค้าก้ออธิบายกำหนดการของเราคร่าวๆวันนี้

9.png

นี่ขนาดชาลีเพิ่งมาเจอกับพวกเรนที่นี่วันแรก เค้าก้อคุยกัน หัวเราะกันอย่างสนิทสนม

เปิ้ลสรุปให้ว่า นิสัยคนที่นี่จะผสมเอานิสัยดีๆของแต่ละประเทศมารวมกัน

 

จู่ๆเรนก็บอกว่ามีงานต่อ ต้องไปแล้ว เราเลยลากันที่ร้านกาแฟนั่นเลย

 

จะไม่มีวันลืมรอยยิ้มอันร่าเริงและเปี่ยมด้วยความเป็นมิตรของเรนเลย

คนอะไร สามารถทำอะไรๆได้หลายอย่างขนาดนี้ แถมยังยิ้มร่าได้ตลอดเวลา ทั้งๆที่เราคิดว่ามันต้องเหนื่อยมากๆแน่

เรนเป็นแรงบันดาลใจสำคัญทำให้เราอยากกลับขยันมากกว่านี้

เราไม่ควรบ่นว่ายุ่งอีกต่อไป อย่างเรานี่ยังไม่เรียกว่ายุ่งนะ ยุ่งจริงๆมันต้องแบบผู้ชายคนนี้

มันยังมีคนยุ่งกว่าเราอีกมาก และเค้าก็ทำอะไรๆได้ดีด้วย

 

พอใกล้ถึงเวลารถไฟ เพจ เมเม่และฟ่านฟ่านมาส่งถึงชานชาลาเลย

เพจบอกว่า หวังว่าจะเจอกันอีก ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน

จำคืนแรกที่เรานั่งรถของเพจจากสถานีรถไฟไปบ้านเค้า วันนั้นก็อุ้มเมเม่มาด้วยแบบวันนี้

นั่นคือ11วันที่แล้ว เวลาผ่านไปเร็วจริงๆ

IMG_0226.JPG

ก่อนหน้านั้นเพจขี่มอไซค์ไปซื้อข้าวกล่องและชานมไข่มุกมาให้เราถือขึ้นรถไฟด้วย เพราะเราจะไม่ได้กินข้าวอีกจนกระทั่งเย็น ดูแลกันจนเฮือกสุดท้าย น้ำตาจะไหล

IMG_0232.JPG

IMG_0228.JPG

ขณะที่เราดูดชานมอย่างเอร็ดอร่อยและซาบซึ้งในน้ำใจ รถไฟก็เริ่มเคลื่อนออกจากสถานีฟูลิ

บ้ายบายนะ เราอยากกลับมาอีกครั้งนะ ต้องสะสมเงินก่อน

IMG_0231.JPG

นั่งรถไฟกันไป 3ชม. จึงจะถึงpingtung บนรถไฟเราก็ทะยอยเปิดดูวิดีโอที่ถ่ายมา จดเนื้อหาสำคัญๆที่ต้องเอามาเล่า

ทะยอยทำตั้งแต่ตอนนี้แหละ เพราะถ้าหมักหมมไว้ถึงวันที่กลับไทยไปแล้ว เราคงไม่ได้มีเวลาว่างแบบนี้

 

ถึงประมาณบ่ายสาม ไปดูฟาร์มปลูกมะระ แตงกวาในโรงเรือนกันเลย ฟิตมาก ดูกันจนถึง 18:30 รู้สึกชาลีพาเราไปใช้เวลาได้คุ้มค่ามาก

ชาลีตลกดี พอๆกับฟ่านฟ่าน แต่เป็นฟ่านฟ่านที่พูดอังกฤษได้คล่อง ทำให้เราได้คุยเยอะเลย

พูดเก่งอย่างกะเรน

มีการพูดเล่นกะพวกเราให้โดดลงบ่อปลาไปด้วย

ดูงานจบก็พามาส่งที่โรงแรม แล้วก็ร่ำลา

เฮ้ย เรากำลังสนุกสนานคุยกันถูกคอกับชาลีอยู่เลย ต้องลาจากกันซะละ ไม่ใช้หน้าที่เค้าต้องดูแลเราต่อจากนี้แล้ว นี่ขนาดเจอกันครึ่งวันเท่านั้น ชาลีทำหน้าเศร้าแบบเว่อมาก เป็นคนตลกอ่า

ย้ายจากทุ่งนา มายังป่าคอนกรีต

IMG_0282.JPG

เช็คอินเข้าไปเก็บของที่ห้องเสร็จ ก็ออกไปหาซื้อกระเป๋าลากเรย โชคดีที่ห้างsogoที่เรนแนะนำอยู่ไม่ไกล

ซื้อเสร็จก็ลากกระเป๋าเปล่าๆไปกินแม็คฯ

นี่เปนครั้งแรกที่ต้องหากินเอง ตั้งแต่มาไต้หวัน ก็มีคนเรียกไปกินข้าว หาข้าวให้กินตลอด

แล้วลากกระเป๋าไปต่อที่อีกห้าง เพื่อให้เปิ้ลซื้อเสื้อกันUVของ Uniqlo อาจจะช้าไปซักนิดที่มาซื้อเสื้อกันUVกันตอนอาทิตย์สุดท้ายนี้ แต่อย่างน้อย 7 วันที่ต้องไปดูงานตามที่ต่างๆก็จะได้ไม่ดำขึ้นไปอีก

 

เรากับพวกเพื่อนไต้หวันเริ่มรักษาความสันพันธ์ไม่ให้ขาดรอนตั้งแต่วันนี้เลย Line VDO Call ช่วยพวกเราได้

ระหว่างเดินไปห้างSogo เรน vdo call มา

ระหว่างกินแม็ค ก่วงม้าก็ vdo call มา

ระหว่างรอเปิ้ลซื้อเสื้อ เรากะชัยโทรหาหมินจง

 

คนที่นี่คุย VDO Callกันบ่อยจริงๆ

 

ตอนคุยVDO Call กับก่วงม๊า ใช้ google translate ไม่ได้แล้ว แต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอันใด

ยังได้ยินมาว่าคาสู้โทรหาชัยตอนดึกๆด้วย ทั้งๆที่คาสู้พูดอังกฤษไม่ได้ 

แค่เห็นหน้าและพูดคำที่รู้อยู่ไม่กี่คำซ้ำๆ เช่น สวัสดี อาหารเย็น อร่อย

แค่นี้ก็คงเพียงพอแล้ว ที่จะทำให้พวกเราไม่ลืมกันแล้ว

 

Day10 ถอนหญ้า นาข้าวอินทรีย์

วันนี้อาจจะเป็นวันสุดท้ายที่ทำงานในโครงการ On the Job Traning นี้

ถึงมันจะเป็นการถอนหญ้าในทุ่งนาของเนวเหมือนกับเมื่อวานก็เถอะ ต้องทำให้ดีที่สุด

3.png

ตอนขับรถไปนาข้าวของเนว ผ่านสะพานข้ามแม่น้ำอันนึง

เนวบอกว่า เคยมีไต้ฝุ่นหนักๆเข้ามา สะพานพังไปหลายเดือน ไปนาข้าวของตัวเองไม่ได้เลย ทุกคนที่ต้องข้ามสะพานนี้ก็เดือดร้อนเหมือนกันหมด ถ้าจะไปก็ต้องอ้อมเขาไปอีกทาง เป็นชั่วโมงๆ

 

เช้านี้เนวพาไปไหวศาลตายายของเค้าด้วย คล้ายๆาลพระภูมิของไทยมั้ง คุ้มครองชาวนาแถวนี้

IMG_0114.JPG

มาอยู่กับเกษตรกรออแกนิกที่นี่ เราได้เรียนรู้ว่า แม้งานมันจะดูน่าเบื่อ ดูหนักและเยอะ แต่เค้าก็ทำ ค่อยๆทำ ขนาดเนวดูวัยรุ่นขนาดนี้ แต่พอมาเข้าโหมดชาวนา เค้าก้อก้มหน้าก้มตาเก็บหญ้า ไม่ต่างจากก่วงม้า

ความขยัน ความมีอุดมการณ์ และมีเป้าหมาย มันช่วยกันทำให้ประสบความสำเร็จ

มันน่าประทับใจมาก ดีใจที่ได้มาสัมผัส

IMG_0092.JPG

วันนี้เราเปิดเพลงฟังระหว่างถอนหญ้าด้วย เพื่อให้เนวรู้ว่าถ้าต่อไปเหงาๆ ก็เปิดเพลงไปด้วยก็ได้นะ

เรามักจะเปิดเพลงเวลาทำงานในสวนของตัวเองเหมือนกัน

IMG_0090.JPG

 

เสร็จจากทำนา อาบน้ำกินข้าวปุ้บ เรนก็มาพาไปซื้อรองเท้าบูทที่ Yuli

เนื่องจากรองเท้าที่เนวให้เราใส่ที่นี่มันดีมาก ดีจนอยากซื้อกลับบ้าน

ปกติเราไม่ค่อยใส่บูธเพราะมันรำคาญ หนัก และเจ็บ พอไม่ค่อยใส่ ก็จะเกิดบาดแผลบ้าง เดินลุยดินโคลานไม่ได้บ้าง แต่ของเนวใส่สบาย อยากใส่แบบนี้ที่สวนตัวเอง  เลยเคยถามเนวไว้ว่าซื้อที่ไหน

เนวก็คงยังไม่ลืม ที่จะบอกให้เรนพาเราไปซื้อ

GOPR8307.JPG

อยู่ที่นี่ ถ้าแสดงความอยากได้ อยากกิน อยากทำอะไร มันจะได้เสมอ พวกเค้าไม่เคยลืม ไม่เคยเพิกเฉย

 

ร้านที่เรนพาไปก็เป็นร้านขายอุปกรณ์ช่างธรรมดาข้างถนน ไม่ได้อยู่ในห้างอะไร แต่ก็มีของครบ รวมถึรองเท้าบูธนำเข้าจากญี่ปุ่นคู่นี้ด้วย

เรากะชัยซื้อกันไปคนละคู่

 

ขากลับเราถามเรนว่า เหนื่อยมั้ยมีพวกเรา

เรนตอบ ไม่เหนื่อยเลย มีความสุขมาก

 

พอกลับมาถึงก็ยังไม่ดึกพอที่จะกินข้าว  เนวพานั่งรถไปดูบ่อเลี้ยงปูของญาติเนว

ต้องขับขึ้นไปบนเขา ขึ้นไปไกลมาก ทางขึ้นเริ่มขรุขระ(เป็นครั้งแรกที่เจอทางขรุขระที่นี่) ถนนบนนี้ไม่มีใครใช้หรอกนอกจากเค้าและครอบครัว เพราะที่ดินเป็นของครอบครัวเค้าหมดเลยแถวนี้

มิน่า เพื่อนๆถึงชอบพูดกันว่าฟ่านฟ่านรวย

บ่อปูมีปูยั๊วะเยี๊ยะเลย เค้าซื้อปูเล็กๆมามากล่องละ10,000บาท ประมาน1050ตัว

ตอนเริ่มเลี้ยงในบ่อ ใส่ปูตัวเล็กๆไป 3000ตัว เลี้ยง7เดือนก็เก็บขาย แต่ตอนเก็บจะเหลืออยู่ 300 ตัว

เพราะมันกินกันเองมั่ง ไม่ก็หนีออกไปมั่ง

น้ำที่เอามาเลี้ยงปูก็มาจากภูเขา ก็ไม่มีคนอื่นใช้อีกเหมือนกัน ใสสะอาดมากๆ

 

เสร็จจากการดูปู ก็ลงเขามาเริ่มทำอาหารไทยกัน ที่ห้องครัวของโรงแรมฟ่านฟ่าน

วุ่นวายอุตลุด แต่ก็สำเร็จลงได้ ทะยอยยกจานกันไปกินที่ร้านกาแฟ เพราะปาร์ตี้อำลาคืนนี้จัดที่นั่น

ทุกคนก็ดูกินได้นะ โดยเฉพาะไข่เจียว เฉินม๊าสนใจในไข่เจียวมาก ถามกันมากว่าใส่อะไรลงไป

ส่วนต้มยำกุ้งหม้อใหญ่ก็ได้รับการตอบรับอย่างดี คนที่นี่กินซุปกันตอนสุดท้าย ต้มยำกุ้งก็เลยเพิ่งจะถูกซดกันตอนสุดท้ายนี้เอง

IMG_0160IMG_0158

หลังกินข้าว มีวิดีโอพิเศษๆจากพวกเขา เป็นภาพความประทับใจที่ถ่ายกันมาตลอดระหว่างที่พวกเราสามคนอยู่ที่นี่ เค้าเอามารวมกันและทำเป็นวิดีโอ ใส่เพลงประกอบเป็นปลุกใจของชาวAmis ที่พวกเราติดหูกันมาตลอด และร้องตลอดเวลานั่งรถ

ช่างเป็นคนละเอียดอ่อนและใส่ใจมาก

(เชิญชมคลิปจริงๆได้ ที่นี่ อันนี้เรนอัพเอาไว้ให้)

IMG_0166

มีเค้กโผล่มา ฟ่านฟ่านเป็นคนทำเองกับมือ เพราะใกล้วันเกิดเปิ้ลแล้วก็เลยเอามาฉลอง

ช่างเป็นวันที่พร้อมหน้าพร้อมตาและอบอุ่นอะไรเช่นนี้ เค้ามอบเสื้อของกลุ่มเค้าให้เราด้วย เป็นที่ระลึก ก็เอามาใส่เลยและถ่ายรูปรวม

IMG_0187

ทุกคนมาหมดแม้กระทั่งญาติของลัมลูที่อยู่บนเขาก็ลงมางานนี้

ในวิดีโอมีภาพวันแรกที่พวกเค้ามารับเราที่สถานีรถไฟแบบพร้อมหน้าพร้อมตาด้วยด้วย

11คืนมันผ่านไปเร็วอะไรปานนี้

IMG_0192

วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ต้องนั่งคุยจนถึงดึกเช่นเคย แต่ไม่เป็นไรหรอกนี่เป็นคืนสุดท้ายแล้วที่จะได้นั่งแบบนี้

ยกเว้นหมินจงคนเดียวที่ไม่อยู่ที่นี่ ชัยบอกว่า คิดถึงหมินจงเนอะ

อืม เราก็คิดถึงเหมือนกัน

 

เก่อเก้อ ลูกคนโตของเพจ เข้ามากอดเรากะเปิ้ล เป็นเด็กที่รู้เรื่องแล้วจริงๆ แถมยังมาบอกเราอีกว่า

เจอกันอีกsummerหน้า

และตี่ตี้ด้วย ตอนแรกก็ลังเล ไม่ยอมเข้ามาหา เด็กคงเขิล

ไปๆมาๆ ก็มานั่งข้างหลังรอให้เราหันไปกอด ตี่ตี๋ล่ออ่ อยากข้ามไปเห็นตี่ตี๋ตอนโตเลย

 

ที่นี่ทำให้เรารู้ว่า ปัจจัยที่จะทำให้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นเกิดขึ้นมาได้นั้น มันไม่เกี่ยวกับภาษาอีกต่อไป

แม้จะคุยกันคนละภาษาแต่เราเชื่อมกันได้ด้วยอะไรบางอย่าง

 

จบจากการคุยกันข้างล่าง เราก็ขึ้นมานอนคุยกับเปิ้ลต่อ ทบทวนเรื่องราว ผู้คน ที่เกิดขึ้นที่นี่

ไม่รุ้เราจะจำได้ไปอีกนานแค่ไหน ถ้าไม่อยากลืม เราต้องมาทบทวนกันบ่อยๆ

Day9 ร้านกาแฟและการถอนหญ้าในนาข้าวของ Neil

เนวเป็นเจ้าของร้านกาแฟที่เรานอนอยู่เมื่อคืนนั่นเอง และเนวก็เป็นชาวนาด้วย

2 วันต่อจากนี้พวกเราจะไปช่่วยเนวทำนากัน

เนวมีพื้นที่ทำนาเล็กๆ 7ไร่กว่า ปลูกมา 3ปีแล้ว พูดภาษาอังกฤษได้คล่องกว่าคนอื่นๆ เพราะเคยไป Work holiday ที่ออสเตรเลียมาด้วย แล้วก็ได้พบรักกับภรรยาคนปัจจุบันที่นั่น

IMG_0012.JPG

ลูกสาวเนวน่ารักมาก เมื่อวานที่ขับรถเข้ามาที่ร้านกาแฟ เนวอุ้มลูกรอรับอยู่หน้าร้าน เราได้ยินเรนตะโกนเรียก

“ปันปัน…” เราก็นึกว่า อ๋อ ลูกชื่อปันปัน

แต่เปล่าเลย ชื่อหมาของเนวต่างหาก ตอนนั้นมันยืนอยู่หน้าประตูด้วย สรุปคือเรนเรียกหมา

การจะไปทำงานกับเนว เราต้องออกจากบ้านตีห้า ขับรถออกทางหลังบ้าน ปันปันก็โดดขึ้นมาบนกระบะรถด้วย  เพิ่งเห็นว่าหลังบ้านเป็นโรงเก็บเครื่องไม้เครื่องมือที่ใหญ่มาก

รถเนวเหมือนรถลัมลู แต่ไม่มีหลังคา

ตอนออกมานี่มึดมากค่ะ แทบไม่มีร้านอะไรเปิด เนวบอกว่า ที่เปิดๆอยู่นี่ก็มีแต่ร้านอาหารเช้า พวกชาวนามากินข้าวก่อนไปฟาร์ม

1.png

ระหว่างขับไปนาข้าว เนวก็เล่าว่า แต่ก่อนก็อยู่ในเมือง แต่ค่าครองชีพที่ในเมืองแพง เลยกลับมาใช้ชีวิตและมาทำนาที่นี่

95%ของคนในเมืองนี้ทำเกษตร เห็นได้จากในเมืองไม่มีร้านค้าหรือธุรกิจอื่นมาก ถ้าอยากซื้อข้าวของไรจริงๆจังๆต้องไปที่เมืองอื่น

IMG_0084.JPG

พอมาถึงที่นาเนวบอกว่า “วันนี้ถอนหญ้าวัชพืชกัน มันเป็นงานที่น่าเบื่อหน่อยนะ”

เมื่อได้ลงมือถอนหญ้า เนวก็พูดอีกหลายรอบว่ามันเบื่อจริงๆนะ คงอยากให้เราทำใจไว้

เราก็บอกไปหลายทีเหมือนกันว่า มันไม่เบื่อ แถมตอนนี้มันไม่ร้อนด้วย เย็นสบาย เราถอนหญ้าไปคุยกันไป มันไม่เบื่ออเลยจริงๆ สีเขียวสบายตา สบายใจ

GOPR8240.JPG

เนวบอกว่า ปกติจะโดดเดี่ยวมาก ก็จะมีแต่ปันปันเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อน

ปันปันโดดขึ้นรถตามมาทุกวัน

IMG_0106.JPG

ก้มหน้าก้มตาถอนไปเรื่อยๆ แบ่งกันคนละ 3-4แถว วัชพืชเยอะมากจริงๆ แต่พอหันกลับไปมองตรงที่เราถอนมาแล้ว มันก็ชื่นใจดี สวยงามและดูเป็นระเบียบขึ้นมาเลย นาข้าวออแกนิกมันต้องใช้ความพยายามจริงๆอ่ะ  

GOPR8305.JPG

เราว่าแนวคิดของเนวเจ๋งดี คือเขาอยากกลับมาทำให้คนอื่นรู้ว่าเป็นชาวนาก็เจ๋งได้เหมือนกันนะ อยากลบภาพจน์ซอมซ่อของชาวนาทิ้งไปจากคนทั่วไป โดยเนวจะแต่งชุดคูลๆมาทำงาน เป็นชาวนาคูลๆให้คนเห็น และรู้ว่าเป็นชาวนาก็ไม่ดูแย่อย่างที่คิด

2.png

นอกจากนั้นก็ยังเปิดให้คนมาพักอาศัย มาลองลงมือทำฟาร์มออแกนิกแบบเรานี้ เห็นหญ้าขึ้น เห็นแมลง หอยเชอรี่อะไรพวกนี้ ก็จะรู้ว่ามันออแกนิกจริงๆ

นอกจากหน้าตาจะคูลๆแล้ว ความคิดก็คูลๆด้วยค่ะ

GOPR8238.JPG

facebook ร้านกาแฟ Feng Chen Store ของเนวhttps://www.facebook.com/fengchenstore/

พอแดดเริ่มเคลื่อนตัวมาโดนพวกเรา เนวก็เรียกให้หยุดทำทันที ประมาณ 7 โมงกว่า

ขากลับถามเนวว่า รู้จักพวกเรนได้ไง เป็นเพื่อนกันตอนเด็กๆหรอ

เค้าบอกว่า เมืองมันเล็ก วัยรุ่นก็ไม่ค่อยเยอะ รู้จักกันเพราะแม่(เฉินมามา)ทำร้านอาหาร ชอบทำอาหารให้คนกินก็เลยรู้จักคนเยอะ แล้วก็ได้รู้จักเรนด้วย

 

กลับมาถึงร้านกาแฟ ก็รีบไปอาบน้ำแล้วมากินอาหารเช้าตอนเก้าโมง กินที่โรงแรมของฟ่านฟ่าน พร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัวเค้า

อาหารเช้าที่เฉินมามาทำก็ง่ายๆ ไข่เจียว ผัก หมูหยอง

IMG_0010.JPG

มื้อนี้มีเต้าเจี้ยวสีแดงๆด้วย  โอ้วว คิดถึงรสชาติมาก เคยกินตั้งแต่เด็กๆสมัยอยู่กับอาม่า แล้วก็ไม่ได้กินอีกเลย 20กว่าปีแล้ว เราเอามาคลุกข้าวกินไปเยอะมาก

 

เนวเป็นชาวนาที่ไม่ได้นอนกลางวันเหมือนคนอื่น เพราะพอทำนาเสร็จตอนเช้า ก็กลับมาเปิดร้านกาแฟเลย

ส่วนพวกเรา เดี๋ยวเรนจะมาพาไป Go Happy อีกครั้ง เพราะวันนี้วันอาทิตย์

 

จุดหมายของวันนี้คือการไปซื้อวัตถุดิบในการทำอาหารไทย เพราะพรุ่งนี้จะมีปาร์ตี้อำลาพวกเรา  และเคยคุยกันไว้ว่าเปิ้ลทำอาหารเป็นนะ อยากทำอาหารไทยให้เค้ากินกัน ก็เลยจะกินอาหารไทยในคืนสุดท้ายนี่แหละ

 

แต่ที่ฟูลิไม่มีร้านที่จะหาวัตถุดิบได้เลย เรยจึงจะพาไปซื้อที่ Taitung ซึ่งห่างไปประมาณ 60-70 กม.

โห ลงทุนมากอ่ะ จริงๆแล้วขับไกลกว่าที่คิดด้วยนะ เพราะเรนจะพาข้ามเขาไปเที่ยวทะเลก่อนด้วย

เริ่มจากพาไปทะเล จริงๆฟูลิอยู่ฝั่งตะวันออกใกล้ทะเล แต่มีเขากั้นอยู่

(ความจริงมีเขากั้นทั้งสองด้านแหละ ด้านที่ไปทะเลและด้านที่ไปฝั่งตต. คืออยู่ท่ามกลางเขาอย่างแท้จริง )

พอเรนขับรถผ่านอุโมงทะลุมาอีกด้านนึงของเขา วิวก็เปลี่ยนเป็นทะเลทันที

ร้องโอ๋กันใหญ่

IMG_0051.JPG

เรนบอกว่าจากทะเลนี้มีเรือไปโอกินาว่าได้เลยนะ 4ชม.

แล้วก็ขับรถไปยังถนนที่พุ่งตรงเข้าทะเล สวยมาก กระโดดถ่ายรูปกันบนถนนกันใหญ่ แดดแรงเผากายขนาดนี้ก็มีดีตรงที่ทำให้เราได้ภาพฟ้าสีสวยๆนี่แหละ

IMG_0017.JPG

IMG_4321.jpg

เสร็จแล้วก็ไปแวะที่ฟาร์มกุ้ง เรนบอกว่าเราจะมาซื้ออะไรบางอย่าง

แล้วอะไรบางอย่างที่ว่านั่นก็คือกุ้งนั่นเอง ไปให้เราใช้ทำต้มยำกุ้งพรุ่งนี้

…นี่ถึงขนาดต้องมาซื้อที่ฟาร์มกุ้งกันเลย

IMG_0055.JPG

เรนเป็นคนที่ต้องSelfieไปทุกที่ มาซื้อกุ้งเสร็จก็ไม่ลืมที่จะSelfieกันซะหน่อย

แล้วก็ไปต่อกันที่ร้านอาหารกลางวัน เรนพามากินอาหารทะเล เป็นโต๊ะจีนด้วย หวั่นใจมากๆว่าจะกินไม่หมดอีกแล้ว

เรนอธิบายว่า คนที่นี่เป็น Farmer X

หมายความว่ามีอาชีพเป็นเกษตรกรตอนเช้าๆ แล้วก็จะเป็นอย่างอื่นด้วยตอนกลางวันที่ไม่ได้ทำไร่ทำสวน เรียกว่าอาชีพ X

กลายเป็น Farmer X

อ้อ อย่างเนวนี่เอง เป็น Farmer และเจ้าของร้านกาแฟด้วย เนวคงไม่ได้นอนกลางวันเหมือนคนอื่น

 

Taitung เป็นเมืองใหญ่ เจริญ มีร้านเยอะ มีห้างคาร์ฟูที่เราจะไปซื้อของกันวันนี้

แต่มีเครื่องปรุงที่จะเอามาทำต้มยำกุ้งไม่ครบ โชคดีที่มีชุดทำต้มยำขาย นำเข้าจากไทย

พวกเราว่าจะทำ ต้มยำกุ้ง ผัดกะเพรา กะหล่ำปลีทอดน้ำปลา ไข่เจียวหมูสับ

เจอข้าวของเรนวางขายที่นี่ด้วย

 

ก่อนกลับก็ไม่ลืมที่จะแวะซื้อชานมให้กินอีก เป็นอีกยี่ก้อที่ไม่มีในFuli

เรนใจดีและอึดมาก ขับมาเกือบร้อยโลเพื่อมาซื้อของที่นี่

ขากลับเรนก็เปิดเพลงไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนให้ฟัง ได้แก่เพลงพี่เบิร์ด

พริกขี้หนู ต่อด้วยเพลงพี่เบิร์ดสมัยนั้นแบบรัวๆ ร้องได้หมดเรย ฮ่าๆ

อย่างที่บอกว่าเรนจะยุ่งมาก คุยธุระตลอดเวลา พอมีช่วงว่างไม่มีใครโทรมา เรนก็จะคุยกับ Siriแทน…คืออยู่นิ่งๆไม่ได้เลยทีเดียว

 

กลับมาถึงFuli ก็เย็นพอดี อาหารเย็นวันนี้กินที่ร้านอาหารจีนแคะ เรนขับรถไปรับหมินจงและฟ่านฟ่านมากินด้วย 

พอไปถึงปุ๊บ เรนก็บอกเราว่า “นี่เป็นร้านของคนจีนแคะเหมือนกัน”
และก็แนะนำเราให้เจ้าของร้านฟังด้วยว่า เป็นคนจีนแคะ

มื้อนี้สนุกมาก พวกเค้าคุยได้เก่งขึ้นมาก เพิ่งสังเกตุว่า เราสามารถคุยกับหมินจงได้ โดยที่ไม่ต้องใช้googleแล้ว

สอนภาษากันไปมา ขอบคุณครับ ขอบคุณค่ะ หมินจงอยากรู้ภาษาไทยมากกว่าคนอื่นเพราะกำลังจะไปเที่ยวไทย

GOPR8287.JPG

เรนบอกว่า หมินจงจะไปเกาชง 4วัน เพื่ออบรมเรื่องการเพาะกล้าข้าว

ดังนั้นวันนี้คือวันสุดท้ายที่เจอเรา… นี่มันเป็นข่าวร้ายของวันนี้เลย

พอรู้ว่าไม่ได้อยู่พร้อมหน้าแล้ว ราวกับว่ามันเป็นวันสุดท้ายของเราที่นี่เลย

เริ่มใจหาย นี่ต้องถึงช่วงอำลาอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย

การต้องบ้ายบายเพื่อนที่Fuli มันไม่ธรรมดาเหมือนการบ้ายบายสองครั้งที่ผ่านมาของเรา

 

หลังกินข้าวเสร็จ พวกเค้าพาแวะหลายที่กว่าจะกลับ เช่น ร้านขายหมู ซุปเปอร์ ร้านขายของทำเค้ก และสุดท้าย

หมินจงไม่ลืมที่จะพาเราไปกินน้ำแข็งไส ตามที่เคยพูดไว้เมื่อสามวันก่อนว่าจะพาไป

น้ำแข็งไสเรียกว่า ทรอเปียง ทราปิ๊ง หรืออะไรซักอย่างนี่แหละ

IMG_0079.JPG

กินเสร็จก็กลับไปส่งหมินจงที่บ้าน ทันทีที่เลี้ยวเข้าบ้าน เรนพูดว่า

“It’s time to say goodbye to Min-chung” พวกเราก็เชคแฮนด์ตบไหล่ร่ำลา

 

หวังว่าเราจะได้เจอกันที่ไทยนะหมินจง

Day8 ตามติดชีวิตRain – Rain’s Day

วันนี้เป็นวันแห่งการตามติดชีวิตเรน

จริงๆเหมือนไม่ได้ทำไร แต่การได้ตามติดชีวิตเรนมันก็มีประโยชน์มากทีเดียว

เนื่องจากตอนเย็นจะมีนักท่องเที่ยวมาที่โรงงานเรน เลยต้องมาเตรียมอุปกรณ์และสถานที่ เตรียมข้าวสารมาโชว์ จัดโต๊ะเก้าอี้

เรนพาเข้าไปดูห้องเย็นที่เก็บข้าวเปลือก ใหญ่มาก ไม่รู้มีตัน เป็นข้าวที่เก็บไว้รอการเอาออกมาสีภายหลัง เรนเข้ามาเอาข้าวที่สีไว้แล้วแต่ยังไม่ขัดสี เพื่อใช้อธิบายนักท่องเที่ยงเย็นนี้

IMG_9874.JPG

เรนเอาถังข้าวเล็กๆหลายอัน มาใส่ข้าวหลายๆแบบที่มาจากการสีแต่ละขั้นตอน เอามาวางเรียงกันตามลำดับ

วันนี้จะให้นักท่องเที่ยวเล่นเกมส์ เรียงลำดับข้าว

โอ๋ววว(คำอุทานของเรน) เป็นกิจกรรมที่ได้ความรู้จริงๆ

6.png

มีเครื่องขัดสีข้าวขนาดพกพาด้วย เรนจะเอามาโชว์ขัดสีให้ดู

เลยมาทำความสะอาดเครื่องรอไว้

7.png

ได้เดินขึ้นไปชั้น2ของออฟฟิศ เรนบอกว่าจะทำเป็นที่จัดกิจกรรม เป็นห้องเรียน

มันต้องเป็นห้องเรียนที่วิวสวยมากเลย

IMG_9870IMG_9871

เสร็จจากการเตรียมงาน ก็มานั่งที่ร้านกาแฟของเนว ขนกระเป๋ามาเก็บที่ห้องที่เราจะนอนกันคืนนี้

ที่นี่ก็กำลังเตรียมงานคืนนี้เหมือนกัน งานแบ่งปันความรู้เรื่องชนิดของกาแฟ

 

เราถามเรนว่า แล้วก่อนที่จะถึงเวลาที่นักท่องเที่ยวจะมาในตอนเย็น พวกเราจะทำไรกัน

“Go Happy”

เอิ่ม เพิ่งเคยเห็นคนใช้คำนี้ครั้งแรก มันคือช่วงเวลาอิสระ เที่ยวเล่น ไม่ต้องทำงาน อะไรอย่างงี้ใช่มั้ย

 

โอเคเราเริ่ม Go happyกันด้วยการนั่งรถไป Yuli เมืองข้างๆ เพื่อไปกินอาหารไทยกัน

เฮ้ยย อาหารไทย…คิดถึงรสชาติจัดจ้าน ความเผ็ดเหงื่อไหล ข้าวหอมมะลิ และช้อนส้อม

 

ร้านนี้เล็กๆง่ายๆ มีปฏิทินรูปรัชกาลที่9ติดอยู่ที่กำแพง (ตกแต่งสไตล์ร้านอาหารไทยมาก)

แม่ครัวเป็นคนไทย อาหารก็เลยเหมือนไทยมากๆ กะเพราะหมูสับ ส้มตำไทย

หลังจากนั้นก็กลับ ขากลับเปิดเพลงที่ได้ยินที่โรงงานเมื่อวานและติดหูมาถึงตอนนี้ เรนบอกว่าเป็นเพลงของชาวพื้นเมือง เค้าฉลองกันเหมือนงานปีใหม่ แล้วเพลงก็จะเปลี่ยนไปทุกปี

แล้วพวกก็นั่งร้องเล่นกันไประหว่างทาง

IMG_9899.JPG

ผ่านทุ่งนาข้าวที่ปลูกข้าวไรซ์เบอรี่แทรกให้เป็นรูปหมีด้วย แถมปลูกตรงที่มีสะพานข้าม เมื่อรถวิ่งผ่านสะพานก็จะสามารถเห็นหมีในมุมสูงได้ ใหญ่มากๆๆ อลังการ

IMG_9894.JPG

กลับมาถึงบ้านเรนเพื่อแพคของ ร่ำลาอากง แล้วก็ย้ายมาที่ร้านกาแฟ บ้านพักที่สุดท้ายของเราที่ฟูลิ

บ้านนี้แต่ก่อนก็เป็นบ้านที่เนวและฟ่านฟ่านอยู่สมัยเด็กๆ แต่ตอนนี้รีโนเวทเป็นร้านกาแฟข้างล่าง และบางห้องทำเป็นห้องสำหรับแขกมาพัก

พอได้เดินสำรวจไปมาพบว่าใหญ่กว่าที่คิด มีสามชั้น แม้หน้าจะแคบ แต่บ้านก็ลึกมาก ร้านกาแฟเป็นแค่ส่วนเล็กๆในบ้านใหญ่ๆ

IMG_0119.JPG

จบแล้วช่วงเวลา Go happy ต่อไปคือการไปต้อนรับนักท่องเที่ยวที่โรงงานเรน

แต่เราว่ามันก็ happyอยู่ดี

 

เรายืนรอขบวนรถของนักท่องเที่ยวกันหน้าโรงงาน รอไปร้องเพลงไป เพลงที่ติดหูมาตลอดวันนี้ พวกเราทำให้เรนติดหูไปด้วย

Ho-i-ya-o-i….

 

ก่อนหน้านี้เราดูงานมาหลายที่ วันนี้เรากลายมาเป็นคนช่วยต้อนรับคณะดูงานด้วยซะงั้น ช่วยหรือเป็นภาระไม่รู้ …..ก็ตื่นเต้นดีเหมือนกัน

รอไปรอมา นักท่องเที่ยวยังไม่มา แดดก็ร้อนมากๆ เรนชวนกันถ่ายรูปเล่น

GOPR8174.JPG

มีแขกมา18คน พอแขกมาเรนก้อต้องแนะนำตัวพวกเราเหมือนทุกครั้ง เราฟังได้อยู่คำเดียวคือ “ฮามิกั๋ว” ซึ่งแปลว่าเมล่อน เรนคงจะอธิบายว่าเราปลูกเมล่อนที่ไหน

ได้ยินฮามิกั๋วทุกครั้งที่เรนพาไปเจอคนแปลกหน้า

เรนพาแขกทั้ง 18 คนไปนั่งที่เนินหน้าโรงงาน เนินเริ่มร่มแล้ว ทุกคนดูชอบวิวจากเนินนี้ เหมือนกับที่เรารู้สึกครั้งแรกที่มา เรนยืนอธิบายอะไรไม่รู้นานมากๆ ในขณะที่แขกก็ฟังไป นั่งเล่นชิมวิวไป

เป็นการบรรยายที่ดูผ่อนคลายสุดๆ

IMG_4211.jpg

ซักพักป่ะป๊าเรนก็มากวักมือชวนเรากับเปิ้ลไปปอกฝรั่งรอ เพื่อให้แขกกินหลังจากฟังเรนพูดเสร็จ

ฝรั่งนี้ คืออันที่ป่ะป๊าชวนชัยไปเก็บมาเมื่อเช้าแน่ๆ เปิ้ลลงมือปอก ส่วนเราไม่ค่อยถนัดปอก (ปกติไม่กินผลไม้ด้วยซ้ำ ยกเว้นเมล่อนของตัวเอง) ก็เลยนั่งเรียงใส่จานให้สวยๆไปละกัน

ส่วนป่ะป๊า ก็เอาส้มโอมาเตรียม และยกอุปกรณ์ชงชาออกมาเตรียม

ป่ะป๊าเรนมาพร้อมชาตลอดอ่ะ ทุกครั้งที่เรนพามาแวะที่โรงงาน ป่ะป๊าจะนั่งชงชาอย่างพิถีพิถันสุดยอด แล้วรินให้เรากินกัน มันเป็นภาพเดิมแบบนี้ซ้ำๆซักประมาณ 3 ครั้งได้

มีกิจกรรมให้ทุกคนทำ คือวาดรูปบนขวดพลาสติก และพาไปขัดสีข้าวให้ดู แล้วใส่ขวดที่วาดนั้นกลับบ้านไปเป็นของที่ระลึกIMG_9921.JPG

8.png

ต่อมาก็เกมสลับลำดับข้าว คือจะเอาข้าวที่วางเตรียมไว้ตามลำดับการเกิดจากก่อนไปหลัง เอามาสลับตำแหน่ง แล้วให้นักท่องเที่ยวมาเรียงลำดับใหม่ให้ถูกต้อง เช่นข้าวเปลือกมาก่อน แล้วสุดท้ายเป็นข้าวขาว

เล่นจบปุ้บทุกคนก็จะรู้ขั้นตอนการสีข้าวทั้งหมด

ทุกคนดูสนุกมาก เรนก็เป็นผู้บรรยายที่ดูร่าเริง พูดเก่ง

เรนบอกว่ามีแขกมาแบบนี้ประมาณเดือนครั้งได้ และมีรายได้จากแขกคนละ150$

9.png

เรนใจดีและActiveมาก ขนาดกำลังวุ่นวายกับแขกเหรื่อ ก็ยังมีเวลามาดูแลพวกเรา คอยถามว่าเอาข้าวมั้ย และไม่ลืมที่จะเรียกมาถ่ายเซลฟี่กัน

ตอนจบเราถามว่าเหนื่อยมั้ย เรนบอกว่าบอกว่าไม่เหนื่อย ด้วยหน้าตาที่ยิ้มแย้มปกติ

พลังเยอะจริงๆ แล้วถามเราอีกว่า “ห่าวหวานมา” แปลว่าสนุกมั้ย

สนุกสิคะ.. Go happy จริงๆวันนี้

GOPR8216.JPG

พอแขกกลับกันหมด เรนก็ดูรีบๆ รีบกลับมากินข้าวที่โรงแรมของฟ่านฟ่าน ซึ่งอยู่ห่างจากร้านกาแฟที่พักของเราประมาณ 10 เมตร

แม่ฟ่านๆเป็นคนทำอาหารเองทั้งหมด อร่อยมาก มีหมูห่อชีสทอดด้วยIMG_9926.JPG

IMG_9922

มื้อนี้กินกันหลายคนเลย มีเนว ลูกเมียเนว เพื่อนเนว ฟ่านฟ่าน เฉินมามา(แม่ของเนวและฟ่านฟ่าน) เรน และหมินจง

IMG_4776.JPG

ฟ่านๆเป็นคนอารมณ์ดีมาก หัวเราะตลอด คือทุกครั้งที่คุยกัน (ย้ำว่าทุกครั้ง) มันต้องมีเรื่องให้ตลกแล้วหัวเราะตลอด

กินเสร็จปุ้บ หมินจงก็รีบต้อนพวกเราให้เดินไปที่ร้านกาแฟ

อ้อ เป็นงานกาแฟที่เราเห็นเค้าเตรียมสถานที่กันเมื่อเช้านี่เอง

เพิ่งรู้ตอนนี้เองว่าเราได้มาร่วมงานด้วย นี่งานก็กำลังจะเริ่ม

อ๋อ.. คือที่เรนรีบๆออกมาจากโรงงาน รีบกินข้าว ก็เพื่อมางานกาแฟนี่เอง !

IMG_9950.JPG

แน่นอนว่างานนี้พูดกันด้วยภาษาจีนล้วน เราไม่เข้าใจแม้แต่นิด แต่ก็นั่งฟังอย่างตั้งใจต่อไป ดูรูปก็ได้

เราถามเรนว่า “งานนี้มีเพื่ออะไรหรอ มาสำรวจความชอบ มาอธิบาย หรือยังไง”

เรนบอกว่า เป็นการมาสอนให้คนที่นี่รู้จักว่าในfuliมีกาแฟอะไรบ้าง

 

งานกาแฟจบไปประมาณ 3ทุ่ม

แล้วก็เดจาวู นั่งคุยยัน5ทุ่ม ไม่ถึง5ทุ่มไม่เลิกเด็ดขาด

วันนี้มีลองเลก(เค้าขายาว เลยให้เราเรียกเค้าว่า long leg) และเฉินมามาเข้ามาร่วมคุยด้วย

แม้จะนั่งคุยทุกวัน เรื่องมันก็ไม่ซ้ำซากจำเจนะ เพราะคนที่เรานั่งคุยด้วยผลัดเปลี่ยนกันไปเรื่อย

จากซ้ายไปขวา เฉินม้า(แม่ของฟ่านๆและเนว) ลองเลก ฟ่านๆ เรน

10.png

จบแล้วค่ะ วันของเรน ได้เรียนรู้อะไรมากเลย

ได้รู้ว่าเรนขยันมาก พูดเก่งมาก ติดต่อกับคนเยอะมากๆ

เรนคุยโทรศัพท์แทบจะตลอดเวลา มีทั้งลูกค้า เพื่อน เจ้าหน้าที่รัฐบาล

ต้องจัดการอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน รวมทั้งจัดการเรื่องดูแลพวกเราด้วย

บางวันเรนนอนตีสอง นั่งเขียน Proposalไปเสนอรัฐฯ และก็มีหลาย Proposalที่ทำอยู่ด้วย

และที่สำคัญคือ เราไม่เคยเห็นเรนทำหน้าเหนื่อยเลย มีแต่ความยิ้มแย้ม

เป็นคนที่มีพลังเยอะจริงๆ สามารถสร้างสรรอะไรๆได้มากมาย

ทำได้ไง อยากมีพลังแบบนั้นบ้าง

IMG_9897.JPG

Day6 นาข้าวคาซู่ นาขั้นบันได และวัดพุทธ

ที่บ้านก่วงม้าเราไม่ต้องออกแต่เช้ามึดเพื่อไปทำงาน ออกแค่ 7 โมงก็ได้

วันนี้เราก็ออก 7โมง คาซู่น้องชายของก่วงม้าพามาที่แปลงของเขาที่ไม่ได้อยู่บนดอย เราเลยได้ลงจากเขาแป้บนึง

เรานั่งตรงกระบะหลังเหมือนเดิม เห็นจากสภาพรถและอุปกรณ์ ก็รู้เลยว่าวันนี้เราไปใส่ปุ๋ยกัน เพราะเหมือนกับวันแรกที่หมินจงพาไป

IMG_9526

นัั่งมองวิวทิวทัศน์ข้างรถ แบบไม่มีกระจกกั้น สวยเหมือนภาพวาดเลย

IMG_9525

นั่งรถลงมาจากเขา ถึงเมืองFuli สังเกตได้ง่ายมาก คือเจอเซเว่น เมืองนี้มีเซเว่นที่เดียว คือเวลานัดกัน สามารถพูดแค่ว่าเจอกันเซเว่นได้ ไม่ต้องบอกสาขานะ เพราะมีที่เดียว

คาซู่พาไปกินอาหารเช้าในตัวเมือง เป็นแป้งโรตีทอดใส่ไข่ มีชานมคนละแก้ว ส่วนใหญ่ตามร้านอาหารจะมีชานมใส่แก้วกระดาษ ซีลด้วยพลาสติกด้านบน แช่ไว้ในตู้เย็นให้หยิบได้เอง ที่นี่ก็มีเหมือนกัน ดีใจที่มีหน่ายชา ไม่ต้องเจิงจูก็ได้

IMG_9509

กินเสร็จเจอก่วงม๊า บอกว่าจะนั่งรถไฟไปฮวาเหลียน เราก็ตกใจนึกว่าเราต้องร่ำลาก่วงม๊าตรงนี้แล้วหรอเนี่ย เพราะเดี๋ยวบ่ายๆเราก็ต้องเก็บกระเป๋าออกมาจากบ้านแล้ว

แต่ก่วงม๊าเข้าใจสีหน้าใจหายของเรา เลยบอกผ่านGoogleว่า”เรายังได้เจอกันอีกในวันเสาร์”

อ่อ วันเสาร์จะได้เจอหรอ เราก็ยังคงไม่รู้กำหนดการตัวเองอยู่ดี แต่ทุกคนที่นี่รู้หมด ฮ่าๆๆ

คาซู่แวะซื้อปุ๋ย12กระสอบ ใส่มาบนกระบะ ซื้อเสร็จเราเลยได้นั่งบนกระสอบปุ๋ย

หน้าร้านปุ๋ยก็มีนาขาว ข้าวงามมากก มากกว่าที่ใดในเมือง คือใครเห็นข้าวตรงนี้งามก็อาจจะรีบซื้อปุ๋ยร้านนี้เลย

9

วิวข้างทางสวย นั่งไกลแต่ไม่เบื่อเลย

แปลงของคาซู่อยู่ไกล เราว่ามันออกจากเมือง Fuliมาแล้วนะเนี่ย มีเวลาชมวิวเยอะเลย ชัยร้องเพลง ส่วนเรานั่งทวนศัพท์ที่ได้มาจากพูดคุยเมื่อคืน

มิมิเงิน….ใช้เวลาชนแก้วกัน แทนที่จะพูดว่า หมดแก้ว! ก็พูดว่ามิมิเงิน แล้วก็จิบๆเอานะ ไม่ต้องกระดก เราเลยเดาว่าแปลว่า นิดหน่อยยย

IMG_9504

แดดที่นาข้าวของคาซู่ก็ร้อนได้โล่เลย  แต่มีหลังคารถบังแดด บังได้ดีทีเดียว ถ้ามีรถกระบะก็อยากสร้างหลังคาแบบนี้บ้าง

แปลงนี้ไม่ใช่ออแกนิกแบบบนเขา มิน่าหล่ะถึงออกมาห่างไกลขนาดนี้ ที่ไต้หวันเค้าแบ่งโซนออแกนิกและไม่ออแกนิกได้อย่างชัดเจนมาก

แม้คาซู่จะพูดอังกฤษกับเราไม่ได้ แต่ชวนพวกเรามาทำได้ คุยกันด้วยภาษามือ

11

เราช่วยกรอกปุ๋ยใส่เครื่องโรยปุ๋ย ชัยถอนหญ้าและโรยปุ๋ยนิดหน่อย ส่วนเปิ้ลปวดท้อง ห้าซีดนั่งทรมานอยู่ในรถ

12

วันนี้งานสบายสุดๆ แค่กรอกปุ๋ย ยากสุดก็ตรงที่ต้องขยับกระสอบปุ๋ยไปมานี่แหละ เพราะมันหนัก

หมดไป 8กระสอบ คาซู่บอกว่าพอแล้ว แล้วให้ชัยไปช่วยขุดหน่อไม้แถวนั้นไปทำข้าวเที่ยง

13

ตอนนั่งรถกลับ เปิ้ลอ้วก 2ที ระหว่างทาง ตอนจะอ้วกก็หันไปหยิบถุงบ้วนหมากของคาซู่มา คาซู่ไม่ยอมให้ถุง แต่จอดรถให้เลย เปิ้ลก็อ้วกเลย คาซู่คงตกใจไม่น้อย ถึงขั้นโทรหาลัมลู ให้มาช่วยคุยกับพวกเราว่าจะยังไง ไปหาหมอมั้ย แต่เปิ้ลบอกว่าไม่เป็นไร แค่นอนพักก็พอ

แต่..ตอนนี้กลับไม่ได้ เพราะเค้าซ่อมถนนทางขึ้นดอยอยู่

คาซู่ เลยพามานอนที่บ้านของเพื่อนเค้าก่อน อีกชั่วโมงกว่า ถึงจะกลับขึ้นไปได้ เราไม่ได้นอนก็เลยนั่งเฉยๆคุยกับคาซู่และเพื่อนเค้าไปพลางๆที่หน้าบ้าน

มีตอนนึง เพื่อนคาซู่ลุกจะออกไปข้างนอก เราแอบได้ยินคาซู่พูดกับเพื่อนเค้าอะไรไม่รู้ยาวๆ แต่มีคำนึงนะที่เราฟังออก นั่นคือ “เจิงจูหน่ายชา” ฮ่าๆๆๆๆๆๆ หูเราจะจับคำนี้ได้ไวมาก

แหม คาซู่น่ารักจริงๆ มาการฝากเพื่อนไปซื้อชานมไข่มุกมาให้พวกเราด้วย

14.png

เพื่อนคาซู่กลับมาพร้อมกับชานมไข่มุก และน้ำมะนาวสำหรับเปิ้ล

เราเอาไปให้เปิ้ลในห้องนอน พอเห็นน้ำมะนาวถึงขั้นตะลึง

เปิ้ลบอกว่า “ตอนอยู่ที่นาข้าว เพิ่งพูดว่า ถ้าได้อะไรเปรี้ยวๆตอนนี้คงดีขึ้น”

 

11:30น.ได้เวลากลับบ้านก่วงม้า ไปกินข้าวเที่ยง แต่ก่วงม๊าไม่อยู่เลยเป็นกับข้าวที่ื้อมาเป็นกล่องๆกินกันแทน

วันนี้มีเกี๊ยวน้ำ …ตอนเช้าที่พ่นปุ๋ย ยังพูดกันอยู่เลยว่า รถลัมลูเหมือนรถขายอาหาร แล้วก็อยากกินเก๊่ยวน้ำกันขึ้นมา แล้วนี่ก็มีคนซื้อเกี๊่ยวน้ำมาให้ โชคดีจริงๆ  

ขณะที่กิน ลัมลูบอกว่าร้อน “เรามาเปิดน้ำที่พื้นกันดีกว่า” ทันใดนั้นลัมลูก็ไปลากสายยางที่ต่อน้ำมาจากบนเขา มาจ่อใต้โต๊ะให้พื้นเปียกๆ แล้วพวกเราเอาเท้าเล่นน้ำที่พื้นนั้น

GOPR7989.JPG

นี่มันเป็นวัฒนธรรมอะไรเนี่ย !! แต่ขอบอกว่ามันเวิร์คมากค่ะ  คิดได้ไง เท้าเย็น ทำให้ตัวเย็นสบายไปด้วยเลย

มีน้ำจากภูเขาให้ใช้ตลอดเวลาไม่ต้องกลัวเปลืองน้ำ มันดีอย่างงี้เอง

 

กินเสร็จก็นั่งคุยต่อ ลัมลูบอกว่าใน ไต้หวันมีหลายชนเผ่านะ ก่วงม๊าและลัมลูเป็นชาว Amis

ภาษาที่เราเรียนรู้จากก่วงม๊าและญาติๆ ไม่สามารถไปใช้กับคนอื่นได้ คนจะงง เราใช้ได้กับชาว Amisเท่านั้น

ก่อนจะย้านบ้านไปอยู่บ้านเรน ลัมลูพาไปดูศูนย์บริการนักเที่ยวของCilamitay ที่นี่เคยเป็นโรงเรียน เอามารีโนเวทเป็นศูนย์นักท่องเที่ยว ออกแบบและตกแต่งกันเองในกลุ่ม โดยใช้ของในพื้นที่มาตกแต่งไม่ต้องเสียเงินเลย

IMG_4062

ในห้องทำกิจกรรมมีโต๊ะไม้ไผ่ ที่ลัมลูบอกว่าเค้าออกแบบมาพิเศษ ไม่ว่าจะไปวางที่พื้นด้านนอกขระขระๆ โต๊ะก็ไม่โยกเยกนะ มันมีกลไกลพิเศษ แต่เราก็ดูไม่ออกว่ากลไกยังไงเหมือนกัน

ที่นี่จะแสดงผลิตภัณฑ์ อธิบายสถานที่เที่ยวบนเขานี้ ที่ให้เด็กๆมาทำกิจกรรม ที่กินข้าว ที่ยิงธนูไม้ไผ่

IMG_9612

เราก็ไปลองเล่นด้วย แต่เล่นไม่เป็น เสียวมันดีดกลับมาโดนหน้า ก็เลยเลิก

IMG_0130

เรามารับพวกเราที่นี่พร้อมกับจนท.เกษตร (เรนติดต่อกับรัฐบาลตลอดจริงๆ)

พาไปเดินดูบ้านคนสมัยก่อน ทำด้วยดิน เปิดให้คนเข้ามาดูว่าโครงสร้างยังไง

สมัยก่อนนอนห้องเดียวกัน ทั้งบ้าน บางทีมีการผิดลูกผิดเมียกันด้วย

DCIM101GOPROGOPR8013.DCIM101GOPROGOPR8026.

เดินไปตามนาขั้นบันได หันกลับมาเห็นนาเป็นชั้นๆ สวยสุดยอด ฟาร์มของโอก๊กเกอยู่บนสุด

DCIM101GOPROGOPR8017.

เขาพาเดินขึ้นไปตามทางน้ำ ชั้นบนๆใสและเย็นมาก ทำทางน้ำด้วยไม้ เลาะขอบเขา น้ำสะอาดมากจนเค้าบอกว่ากินได้เลย น้ำนี้แหละเอามาใช้ในหมู่บ้าน บ้านที่ก่วงม้าอยู่ และที่เอามาเปิดแช่เท้ากันเมื่อกี้

IMG_9640

ต่อมาก็นั่งรถไปออฟฟิซเรน ซึ่งก็คือโรงสีข้าวนั่นเเอง หน้าโรงงานวิวดีมาก โรงงานตั้งอยู่บนเนินเขา

2.png

ตอนบ่ายๆตรงเนินจะร่มเพราะมีภูเขาข้างหลังบังแดดแล้ว เรนพามานั่งเล่น แล้วก็บอกว่า

”มันสวยใช่มั้ย สีฟ้าของท้องฟ้า สีเขียวของนาข้าว ข้างล่างนั่นคือนาข้าวอิินทรีย์ของกลุ่มพวกเรา”

3.png

ใช่ มันสวยมาก มองไปทางไหนก็เขียว ภูเขา ท้องนา มีหมอกคลุมบนเขา ลมเย็น คิดดูดิว่ามันดีแค่ไหน ที่เดินออกมาจากโรงงาน ละเจอวิวแบบนี้

เนินนี้ เป็นที่ที่พวกเค้าใช้จัดงาน Music Festival กันปีที่แล้ว จัดกันเอง เพื่อโปรโมทหมู่บ้านเล็กๆนี้

ปีนี้ พวกเรนก็กำลังจัดงานนี้อีกเหมือนกัน  

เรานั่งเล่นกัน ในขณะที่รอเรนติดต่อธุรกิจพันล้านอยู่ อยากอยู่นานๆ ตรงนี้มันสบายตามากๆ เรนบอกว่า Wait a moment จะไปที่บ้านเรนกัน
เราไม่รู้หรอกว่า Wait a moment ของเรน จะยาวนานแค่ไหน
..บางครั้งมันก็หมายถึงพรุ่งนี้
..บางครั้งก็อีกประมาณชั่วโมง
..บางครั้งก็เดี๋ยวนั้นเลย

GOPR8142.JPG

ชีวิตของเราสามคนที่นี่ เป็นแบบไม่รู้กำหนดการล่วงหน้า แล้วแต่พวกเขาเลยค่ะ

ไม่รู้ว่าเขาจะพาเราไปไหน ไปทำอะไร เมื่อไหร่ รู้แค่คร่าวๆก็พอ เราก็พอใจที่มันเป็นแบบนี้นะ ตื่นเต้นดี ไม่สามารถทำแบบนี้ตอนอยู่ไทยได้ เพราะเราต้องจัดการตารางเวลาของตัวเอง

พอถึงเวลา เรนก็มาเรียกพวกเรา ไปกันเถอะ แล้วก็พามาวัดพุทธแห่งหนึ่ง วัดนี้เรนเคยบอกไว้เมื่อสามวันที่แล้วว่าจะพามา แต่เวลาคงไม่พอเลยไม่ได้มา แต่เรนก็ยังจำได้อยู่นะ พามาซะวันนี้เลย ขับขึ้นมาบนเขาเตี้ยๆ ที่นี่วิวก็สวยมากอีกเหมือนกัน

GOPR8057.JPG

GOPR8048.JPG

เฮ้ย ทำไมชอบพามาแต่ที่สวยๆอ่ะ คิดว่าถ้าใครมาที่เมืองนี้ คือต้องแนะนำเลย

มาถึงก็เจอคนที่วัดเตรียมชากาแฟต้อนรับด้วย

คือเรนรู้จักทุกคนจริงๆอ่ะ คงบอกไว้ก่อนแล้วว่าจะมา

 

คืนนี้นอนบ้านเรน ห้องที่เรานอนเป็นห้องสไตล์ญี่ปุ่น อากงของเรนออกแบบเอง มีฟูตงปูที่พื้น นอนสบายดี

ประตูกระดาษ ถ้านอนเม้ากับเปิ้ลคืนนี้ เสียงออกไปข้างนอกแน่นอน

ได้ยินเรนคุยกับอากง เหมือนเราได้อยู่ที่บ้านที่แวดล้อมไปด้วยญาติๆเชื้อสายจีนของเรา ครอบครัวเรนเป็นจีนแคะเหมือนเรา พูดภาษาเดียวกัน

เย็นนี้เรนพาไปกินเกี๊ยว ร้านไม่ใหญ่ รู้สึกโล่งใจที่ได้กินอะไรเบาๆ เกี๊ยวไส้หมูผสมกุยช่าย อร่อยดี

มีซุปรสชาติกะเพาะปลา ใส่หน่อไม้ เต้าหู้ แครอท เห็ด

เรนใส่ใจมาก บอกรายละเอียดทุกอย่างที่เรากิน ส่วนผสมทุกอย่าง

กินเสร็จก็พามาที่ Taitung ถ้าไม่บอกก็ไม่รู้ว่าขับรถข้ามเมืองมาแล้ว เมืองนี้คือที่ที่เรานั่งรถไฟมาเจอพวกเค้าในวันแรก เดี๋ยวคืนนี้เรนจะมีประชุมกับเพื่อนๆ และจะพาเราสามคนมาด้วย

“คืนนี้พวกเธอจะได้เจอทุกๆคนเลย” เรนบอก

ระหว่างทางก็แวะไปซื้อชานมไข่มุก อิอิ เป็นครั้งแรกที่ได้ลงมาซื้อเอง

นี่แก้วที่ 3 ของวันนี้แล้วนะ

IMG_9707.JPG

วันนี้มีการนัดประชุมกัน เรื่องงานมิวสิคของ Fuli เค้าเคยบอกว่าพยายามโปรโมทหมู่บ้านตัวเอง งานจะมีวันที่ 4-5 พ.ย. เรนบอกว่ามันใกล้มากแล้ว เค้าก็ยุ่งมากกับงานนี้

เจอเพจด้วย เป็นทีมงานเหมือนกัน นี่ขนาดมามีทติ้ง ยังหิ้วเหม่เหม่มาด้วย มีลูกน้อยๆก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน ทำกิจกรรมกับพวกเพื่อนเลยอ่ะ

นอกจากนั้นก็เจอคนอื่นมากมาย ตามที่เรนได้บอกไว้ เช่น หมินจง ฟ่านฟ่าน เพจ ลัมลู และคนที่เราไม่รู้จักชื่ออีก

เริ่มประชุม เรนเป็นเหมือนหัวหน้า เป็นหัวหน้าที่จริงจังมาก (เรนเลือดกรุ๊ปเอ)

IMG_9723.JPG

ดูพวกเค้าจริงจังนะ นัดเพื่อนๆมาประชุมเพื่อจัดงานโปรโมทหมู่บ้านด้วยกัน ดูเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมาก

ตอนเล่นๆก็สนุกสนาน พอต้องมาประชุม ก็คุยกันจริงๆ ไม่มีคุยเล่นแทรก

คือเหมือนประชุมในบริษัทเรย

IMG_9728.JPG

เห็นแล้วอยากมาร่วมงานด้วย มันจะออกมาเป็นยังไงน้า

น่าเสียดาย ที่เราฟังไม่ออกว่าเค้าคุยไรกัน เลยกดดูราคาตั๋วมาไต้หวันไปพลางๆ พบว่าไม่ได้ถูก

น่าเสียดาย ที่เราคงมาไม่ได้

 

ลืมเล่าไปว่า มีคนซื้อไก่ทอดมาแบ่งกันกินระหว่างประชุมด้วย!!

ก่อนที่เรนจะพาไปกินเกี๊่ยว เพิ่งคุยกันว่าอยากกินไก่ทอด KFC แล้วนี่ไก่ทอดร้อนๆก็ลอยมา

สวรรค์มีตาอีกแล้ว นี่ถ้าแถวนี้มี KFC คงได้กินKFCแน่ๆ

 

ลองมานั่งลิสต์ดูว่า มีอะไรบ้างนะที่คิดแล้วก็ได้ขึ้นมา

..ไข่เจียวที่ TARI

..หมินจงโผล่มาที่บ้านก่วงม้า

..เจิงจูหน่ายชาที่สวนส้มโอ

..หมากฝรั่งที่คาซู่แวะซื้อมาให้ (เราพูดกับชัยเรื่องหมากฝรั่งตอนนั่งรถกระบะไปนาของคาซู่เมื่อเช้า 10นาทีต่อมา คาซู่ก็จอดรถลงไปซื้อ..)

..น้ำมะนาวของเปิ้ล

..เกี๊ยวน้ำที่บ้านลัมลู

..ไก่ทอดkfcตอนประชุม

 

คือเหมือนมีใครตามเรามาตลอด พอเราอยากกินไร ก็จะไปกระตุ้นให้คนที่นี่หามาให้

ความอยากของเรามันแรงมากขนาดนั้นเลย

Day7 Rain’s factory โรงสีข้าว

เมื่อคืนมี Big Cleaning เสื้อผ้าของเราสามคน แค่เสื้อผ้าพวกเรา ราวตากผ้าบ้านเรนก็เต็มเอี๊ยดละ

ตื่นเช้าขึ้นมา เรนนัดออกจากบ้าน 7 โมง

เราออกมารอก่อนเวลา เลยมีเวลาเดินเล่นหน้าบ้านเรน เป็นบ้านที่ตั้งอยู่บนตีนเขา มีโรงเก็บของ เก็บฟืน

อากงก็ตื่นเช้า พาเราดูสวนดอกไม้ของอากงด้วย

อากงนี่เอง ที่เป็นมาสคอตของข้าวของเรน(เกิดเป็นอากงก็เป็นมาสคอตได้นะ)

เราเคยเห็นรูปอากงบนห่อข้าวที่วางโชว์ในออฟฟิซ

วาดรูปได้เหมือนทีเดียว ดีใจที่ได้เจอตัวจริงค่ะอากง

IMG_9315.JPG

อาหารเช้าวันนี้ เรนพาไปแวะซื้อก่อนจะไปโรงงาน เป็นไชโป้ว ไข่เจียว ปาท่องโก๋ ทุกสิ่งรวมกันห่ออยู่ในข้าว ไม่รู้คนอื่นอร่อยมั้ย แต่เราอร่อยมาก เพราะยัดไส้ด้วยของโปรดเราทุกอย่าง กินคนละก้อน อิ่มเลย

เรนเรียกว่า ซูชิไต้หวัน

IMG_9776.JPG

 

ก่อนจะเริ่มงาน เรนพาไปเจอ จางปาป้า เป็นชาวนาอายุเกือบ60ละ ใช้โดรนโรยปุ๋ยอินทรีย์ โดรนนี้จางปาป้าซื้อเอง ใหญ่กว่าที่หมินจงใช้วันก่อนอีก ทันสมัยมากเลย

IMG_9755

DCIM101GOPROGOPR8091.

วันนี้พวกเราดันยืนอยู่ใต้ลม เลยต้องใส่หน้ากากกันปุ๋ยเข้าจมูก(จางปาป้าแจกให้คนละอัน)

IMG_9762

เรนเป็นภูมิแพ้ ไอหนักมาก แต่ไม่ชอบใส่หน้ากาก และท่าทางจะนอนน้อยทุกวันด้วย

คือเป็นผู้ชายที่ทำงานหนักและยุ่งตลอดเวลาจริงๆ

เรนอยู่ในห้องทำงาน หน้าคอม กินข้าวเสร็จก็รีบกลับไปทำงานต่อเลย

เราแอบนับ ตั้งแต่ออกจากบ้านมา7:30จนถึงที่โรงงาน8โมง เรนรับสายไป6สายแล้ว

DCIM101GOPROGOPR8092.

ที่โรงงานเรน มีเครื่องสีข้าว อลังการมาก (หรือเป็นเพราะเราไม่เคยเห็นโรงสีที่ไหนมาก่อน)

เราเดินเข้ามาในส่วนแพคข้าวใส่ถุง เป็นห้องแอร์ มีคนงานผู้หญิงทำงาน3-4คน ตอนนั้นเค้ากำลังทำแพคเกจจิ้งดีไซน์พิเศษสำหรับลูกค้าธนาคาร สวยน่ารัก เป็นรูปถังไม้หุงข้าว เรนก็ให้พวกเราเข้าไปช่วยเค้าทำหน่อยๆ

แล้วบอกว่า ”วันนี้เธอจะได้ใช้ทุกเครื่องในห้องนี้”

ว้าวววว วันนี้ได้เป็นสาวโรงงานค่า

ส่วนชัยก็ไปดูเครื่องสีข้าวด้านนอก ทำงานเหมาะกับความสามารถจริงๆ

IMG_9782.JPG

หน้าที่ของเราในห้องนี้คือ

เอากระสอบที่ใส่ข้าวขนาด 30kg มาทำสัญลักษณ์ว่าข้าวอะไร ขาวหรือน้ำตาล

ประทับวันที่ผลิต ซึ่งก็คือวันที่สีข้าวนี่เอง และวันหมดอายุ คือนับไปอีก6เดือน แปะสติกเกอร์หมายเลขผู้ผลิต เครื่องหมายออแกนิก

IMG_9804.JPG

เอาข้าวใส่ถุงโดยใช้เครื่องกรอก(กดน้ำหนักข้าวที่ต้องการ ข้าวก็จะออกมาเท่านั้นเอง) โดยข้าวพวกนี้ก็ต่อท่อจากเครื่องสีข้างนอก สีเสร็จปุ้บกรอกใส่ถุง

….เป็นครั้งแรกที่รู้ว่าเค้าทำกันอย่างงี้

 

ชัยก็มาช่วยข้างในบ้าง ตอนรอรับกระสอบหนักๆไปเย็บปิดปาก

(งานหนักให้ผู้ชายทำ งานเบาให้ผู้ชายช่วย)

นี่ก็เพิ่งเคยเห็นว่าเย็บอย่างงี้

พวกถุงเล็กๆ(ขนาด 1kg และ 2kg)ก็จะเอาใส่บล๊อกสี่เหลี่ยมก่อน ให้จัดทรงถุงให้เป็นเหลี่ยมๆ พอเอาข้าวใส่แล้วก็เคาะๆให้แน่นขึ้น แล้วเอาไปซีลดูดอากาศออก เอาไปแพคใส่ลัง

IMG_9801.JPG

พักเที่ยง กินข้าวพร้อมหน้ากันทั้งโรงงาน กินตรงห้องประชุมนี่แหละ ห้องนี้สารพัดประโยชน์จริงๆ

กันกับข้าวที่มีใครบางคนซื้อใส่กล่องมา ซื้อมาแค่กับข้าวนะ ข้าวสวยไม่ต้อง เพราะที่นี่เป็นโรงสีข้าว ฮ่าๆๆๆ

ครัวที่นี่จะทำหน้าที่แค่หุงข้าวและอุ่นซุปร้อนๆ

IMG_9815.JPG

ตอนบ่ายมีรถขนส่งมารับละ ไอ่ที่สีและแพคใส่ถุงกันเมื่อเช้า กำลังจะเอาไปขายหมดแล้ว พวกพี่พนักงานเลยเริ่มทำความสะอาด สะอาดมากๆๆ ใช้ลมเป่าให้พวกเศษข้าว เปลือก ผงต่างๆที่กระจายตามเครื่องออกให้หมด แล้วยังเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดๆอีก เครื่องใหญ่โตเลยต้องดูแลดี ถ้าไม่หมั่นทำความสะอาด อาจจะพังเร็ว และก็คงมีผลต่อคุณภาพข้าวอีกด้วย

สังเกตได้ว่าที่นี่มีแต่คนงานผู้หญิง ผู้ชายคนเดียวเท่านั้นคือคนที่คอยมอนิเตอร์การทำงานของเครื่องจักร

ซึ่งที่มันเวิร์กมาก เพราะมีงานที่ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน เช่น ทำแพคเกจสวยงาม ทำความสะอาด อาจหาผู้ชายทำได้ยาก ส่วนงานหนักๆอย่างพวกแบกหามก็ไม่มี เรนมีเครื่องยกมาช่วยหมด แล้วผู้หญิงก็สามารถขับรถยกนั้นได้

ทำความสะอาดอยู่ดีๆก็ได้ยินเพลงปลุกใจ มีคนเปิดไว้ที่คอมฯในห้องแอร์ เราไปยืนดูMVด้วย ในMVเต้นกันสนุกโคตร เห็นละอยากเต้นเรย เราดูนานมาก ติดหูเลย มันคือเพลงนี้

IMG_9830.JPG

ใครเปิดนะ อยากขอบคุณจากใจ เรายกให้มันเป็นเพลงประจำทริปนี้เลย Hoi-Ya-O…..

เลิกงาน 5 โมงตรง (วันนี้เราทำงาน 8 ชม.เป๊ะ) แต่เรนยังไม่เลิก มีคนมาสัมภาษณ์เรนอยู่ที่ห้องประชุม

ระหว่างรอ ปะป๊าของเรนชวนออกไปตัดฝรั่งที่ปลูกอยู่ข้างๆโรงงาน

เป็นฝรั่งออแกนิกที่ปะป๊าปลูกไว้ ตัดมาก็กินเลย นั่งกินตรงเนินชมวิวที่เดิม ..

..อร่อยง่ะ

facebookกลุ่มสหกรณ์จำหน่ายของเรน : https://www.facebook.com/manna983

 

เย็นนี้กินข้าวที่บ้านเรน ปะป๊าทำอาหารให้ มีอาหารหลายอย่างเลย แน่นอนว่ากินไม่หมด

IMG_9863.JPG

เราชอบอารมณ์นี้อ่ะ ชอบมากกว่าไปกินตามร้าน มันให้ความรู้สึกกินในครอบครัว

IMG_9862.JPG

หมินจงและฟ่านฟ่านตามมาสมทบ ซื้อชานมไข่มุกมาให้ด้วย

ไม่ได้มากันเล่นๆนะ เขามาคุยธุระกัน คือหมินจงจะสมัครเข้าเป็น Young Famer ของไต้หวัน ปีหนึ่งจะได้รับการคัดเลือกแค่ 100คนเท่านั้น หมินจงเลยมาปรึกษาเรน

เรนได้เป็น Young farmer รุ่นที่3 ตอนนี้กำลังเปิดรับรุ่น4

ถ้าได้เป็น จะได้รับการสนับสนุนจากไต้หวัน

เช่น ถ้ามีโครงการจะทำอะไรก็เขียน Proposalไปบอกรัฐ จะได้รับเงินสนับสนุนทุนครึ่งนึง เครื่องจักร เป็นระยะเวลาสามปี แต่กว่าจะได้เป็น 1 ใน 100 มันก็ไม่ง่าย

เราชอบที่รัฐสนับสนุนแบบนี้ คัดเลือกคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดดีจริงๆขึ้นมา แล้วสนับสนุนพวกเค้า มันทำให้เกษตรกรได้ลองคิดทำไรใหม่ๆ ถ้าคิดดีก็ได้เงินช่วย มิน่า เรนถึงบอกว่าต้องเขียน Proposalเยอะมาก เพราะในหัวเรนคงมีโปรเจคเยอะ   ปีหน้าเรนจะได้ไปดูงานที่ญี่ปุ่น แต่ก็ต้องออกเงินเองครึ่งนึง

เรนหันมาถามเราว่า “มีคนที่มาแบบเธอกี่คน” เราก็งงกับคำถามนะ ก็มากันสามคน มานอนบ้านเรนนี่ไง ฮ่าๆๆๆ

เราตอบ  “เกษตรกร 2 เจ้าหน้าที่1”

เรนถาม “ทั้งประเทศ?”

เรา “ใช่”

เรนตกใจมาก สงสัยคิดว่ามีคนอื่นด้วย แต่กระจายไปตามเมืองอื่นมั้ง

แล้วก็ถามเราว่า “เมย์ เธอต้องเขียน Proposalกี่หน้า ถึงได้มาที่นี่”

“กรอกใบสมัครมา 2 หน้า” ตอบไปแล้วก็รู้สึกว่าทำไมมันดูง่ายจัง จริงๆมันไม่ง่ายนะ เราบอกไปว่า นอกจากกรอกใบสมัครแล้ว เราก็ต้องเข้าไปสัมภาษณ์ด้วย

จริงๆก่อนที่พวกเราจะมาถึง Fuli เรนไม่รู้หรอกว่าเราเป็นใคร ได้รับข้อมูลว่ามีเจ้าหน้าที่ชายแก่ๆ 1 คน และเกษตรกรชาย 1 หญิง 1 ฮ่าๆ ข้อมูลมันผิดพลาดกันตอนไหนนะ

ต่อมาก็คุยกันเรื่องพัทยา หมินจงกำลังจะไปพัทยาเดือนหน้า มีสิ่งเดียวที่กังวลคือ กลัวจะแยกสาวประเภทสองออกจากสาวแท้ไม่ออก เพราะสาวประเภทสองที่ไทยบางคนงามกว่าสาวแท้ซะอีก

โถ..หมินจง

กินข้าวเสร็จมาสองชั่วโมงแล้ว แต่ยังคงคุยกันอยู่ ถ้ายังไม่ดึกคนประเทศนี้ก็จะยังคุยกันต่อไป  

เราหันมาถามหมินจงและฟ่านฟ่านว่าชื่อเราในภาษาจีนเขียนยังไง เค้าก็เขียนมาให้ ซึ่งมันอ่านว่าเม แต่แปลว่าพลัม แล้วเราก็ให้สอนเราเขียนชื่อภาษาจีนของพวกเค้าด้วย

ยากมาก ถ้าจะเขียนให้ถูกต้อง ต้องมีลำดับการขีดที่ถูกต้องด้วย

หมินจงสอนว่า ”ดูที่ฉันนะ, บนลงล่าง ซ้ายไปขวา”

 

คืนนี้ เราได้ข้อคิดว่า การมาอยู่กับคนที่นี่ มันไม่ได้มาเรียนแค่การเกษตรนะ

พวกเราได้เรียนรู้ทั้งสังคม วัฒนธรรม และภาษาด้วย

Day5 ถอนหญ้าในนาข้าวบนดอย

วันนี้จะได้ไปช่วยงานกวงม้าแล้ว และได้เจอลัมลูด้วย

งานของวันนี้คือการถอนหญ้าในท้องนา ก่วงม้าเตรียมรองเท้าบูธพร้อมลุยนา ถุงมือสองชั้น ชั้นนอกเป็นยางกันน้ำได้ ชั้นในเป็นผ้าเพื่อป้องกันมือเราเสียดสีกับยางจนพอง และหมวกบานๆ

อุปกรณ์ที่ก่วงม้าเตรียมไว้ให้ก็เรียกว่าครบมือมากแล้ว

พอหันไปเจอก่วงม้า ครบถ้วนยิ่งกว่า มีเสื้อแขนยาวลายดอกไว้คลุมแขน ผ้าปิดแก้ม กระเป๋าเป้น้อยๆไว้ใส่มือถือ(เอาไว้กด google translateไว้คุยกับพวกเราในแปลงนาข้าว) น้ำดื่ม เป็นคุณป้าชาวนาที่เลิศจริงๆ

IMG_9444

เรานั่งท้ายกระบะบนรถคาซู่(น้องชายก่วงม้า)ขึ้นไปบนเขาอีก

ชอบรถคาซู่มาก กระบะเปิดด้านข้างได้ ต่อเติมให้มีหลังคาและผนังรอบด้าน คือมันไม่ร้อนเลย ผนังด้านข้างก็สามารถเปิดได้หมดทุกด้านด้วย

IMG_9397

พอไปถึงพวกเขาก็ลงไปถอนหญ้ากันเลย หญ้าทุกต้นที่แทรกอยู่ระหว่างต้นข้าว

IMG_0136

ก่อนเราจะลุยลงไปถอนหญ้า ลัมลูเล่าว่า ข้างทางที่ขับรถขึ้นมานั่นเป็นที่ของก่วงม๊าและสามีหมดเลย ช่วงนี้ก็มีแต่งานถอนหญ้านี่แหละ เขาสองคนถอนกันมา 2 อาทิตย์ละ

แปลงของก่วงม้าใหญ่มากนะ ค่อยๆขึ้นมาตามเขา เป็นขั้นบันได

IMG_9430

หน้าที่ของลัมลูคือการติดต่อประสานงานกับรัฐบาล หาตลาด ทำกิจกรรมโปรโมทอะไรพวกนี้มากกว่า ไม่ค่อยได้มาลงแปลงนาเองจริงๆ

ที่ทำอยู่นี่ก็ทำกันในหมู่ญาติ มีหลายๆแปลงเป็นของญาติแต่ละคน เขาอยากช่วยเรื่องตลาดให้ขายได้ จะได้พัฒนาชีวิตของคนที่นี่ แต่ข้าวที่ปลูกได้มีน้อย ไม่สามารถส่งตามตลาดใหญ่ได้ จึงเน้นขายปลีก ให้คนมาดู มาเที่ยว และซื้อกลับไป

ที่ห่อข้าวแต่ละห่อ จะมีรูปชาวนาแต่ละคนติดอยู่ เพื่อให้คนที่ซื้อรู้ว่าซื้อข้าวของใคร แล้วชาวนาเองจะมีความภูมิใจมากว่านี่เป็น My rice! เมื่อพวกเขามีความสุข เขาก็จะทำงานได้หนักขึ้น

IMG_9425

ลัมลูกำลังทำให้ที่นี่เป็น eco-tourism ให้คนมาเห็นวิธีทำ เห็นว่าข้าวที่นี่มันปลูกยากแค่ไหน ยากกว่าที่อื่นมากๆเพราะเป็นภูเขา เครื่องจักรที่จะทุ่นแรงก็ขึ้นมายาก ทางชันและแคบ ต้องใช้แรงงานคนล้วนๆ ดังนั้นราคาของข้าวที่นี่จึงสูงกว่าข้าวที่ปลูกบนที่ราบข้างล่าง แถมทั้งหมู่บ้านนี้ปลูกข้าวออแกนิกทั้งหมด ไม่ใช้ยาสไม่ใช้สารเคมี ความยากจึงเพิ่มขึ้นเข้าไปใหญ่

IMG_9407

ซึ่งเราก็เห็นอยู่ตรงหน้านี่แหละ แถมได้ลงไปช่วยเขาทำด้วย หรือว่าไปช่วยทำให้ยากขึ้นก็ไม่รู้

งานของก่วงม๊า เราและน้องเปิ้ล ก็คือก้มหน้าก้มตาถอนหญ้าทีละต้นๆ แล้วขยุ้มๆฝังไว้ในโคลน ให้เป็นปุ๋ยในดินต่อไป

IMG_0135

ส่วนชัย หายไปแล้ว แบกเครื่องตัดหญ้าเดินขึ้นเขาไปไหนละไม่รู้ ชัย,ลัมลู และคาซู่ต้องไปตัดหญ้าริมทางน้ำให้สะอาด คนในหมู่บ้านสร้างทางให้น้ำจากเขาไหลลงมาใช้ในการเพาะปลูก แล้วแต่ละคนก็แบ่งหน้าที่กันดูแลทางน้้นกันคนละช่วงๆ เช่น ช่วงบนสุดเป็นของคาซู่ ต่ำลงมาเป็นของก่วงม๊า และลงมาอีก็เป็นคนของอื่นๆต่อไป ที่ว่าดูแลก็คือ คอยตัดหญ้าไม่ให้มันรก ไม่ให้เป็นที่สะสมของโรคและแมลง ถ้าน้ำสกปรกก็ส่งผลเสียต่อไร่นาของเขานั้นเอง

ชอบอ่ะ ชอบตรงที่แบ่งหน้าที่กันดูแล เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

วันนี้นับว่าโดนแดดร้อนสุดๆนานสุดตั้งแต่มาถึงไต้หวันเลย  

เราเดินไปถอนกลางๆนาไม่ได้ เท้าจมดินตลอด และไม่มีสกิลในการดึงเท้าออกมาด้วย มีครั้งนึงกระชากเท้าขึ้นมาได้ แต่รองเท้าบุธติดอยู่ที่เดิม ทุลักทุเลพอสมควร กว่าจะหลุดพ้นมาได้ก็เซไปมา เหยียบต้นข้าวรอบๆไป 4-5ต้น เกือบล้มลงไปได้ด้วย กลัวข้าวก่วงม้าจะเสียหายไปมากกว่านี้ เราเลยถอนตามริมๆ มีคันดินให้เกาะเวลาจะเซ

IMG_9419

ถอนหญ้าไปก็บี้ไข่ของหอยเชอรี่ไปด้วย ลัมลูบอกว่าพอมันโต มันจะทำลายข้าวตายหมดเลย

กลุ่มไข่ก้อนนึงมีเป็นหลายสิบฟองเลย แล้วเจอร้อยๆพันๆกลุ่มเต็มไปหมด นี่ถ้ามันโตขึ้นมา ข้าวจะเป็นไงเนี่ย

เราบี้ไปเยอะมาก น่าจะช่วยลดปริมาณหอยไปได้หลายพันตัว

จริงๆตอนบี้ก็สลดใจเหมือนกันนะ ได้แต่แผ่เมตตา ขอให้ชาติหน้าพวกเจ้าเกิดมาเป็นคน

IMG_9431

ถอนหญ้าไปชั่วโมงกว่าก็มานั่งพัก กินบ๊ะจ่างเพิ่มพลัง ก่วงม้าใช้กูเกิ้ลมาพูดกับเราว่า

“ข้าวของฉันป่วย”

คือตลอดเวลาที่ถอนหญ้า ก่วงม้าก็คอยสังเกตไปด้วยว่ามีอะไรผิดปกติมั้ย เราเลยถามว่า ป่วยแล้วจะแก้ยังไง

“ฉันจะถ่ายรูป ไปปรึกษารัฐบาล”  แล้วก็ไปกดๆถ่ายรูป ส่งไลน์ไปปรึกษาใครซักคน ซึ่งเราคิดว่าคงเป็นเรนนั่นแหละ ให้เรนประสานงานให้ เพราะก่วงม๊าก็เป็นสมาชิกในกลุ่มปลูกข้าวของเรนเหมือนกัน

ก่วงม้าเป็นชาวนาที่ใช้เทคโนโลยีได้มีประโยชน์จริงๆ

ละก็ไปถอนต่อ ถอนไปอีกแป้บเดียวฝนก็ตก วิ่งมานั่งพักที่หน้าบ้านของใครไม่รู้ แต่ก่วงม้าก็อธิบายว่าเป็นญาติๆเขานั้นแหละ ระหว่างพักก็นั่งเด็ดกุยช่ายเพื่อใช้ทำเป็นอาหารกลางวันนี้ เป็นกุยช่ายที่ก่วงม้าปลูกไว้เองใกล้ๆนาข้าว

IMG_9464

กลับมาอาบน้ำ รอไปกินข้าว กินจนเสร็จแล้วชัยเพิ่งกลับมา น่าจะเดินขึ้นไปตัดหญ้ากันสูงจริงๆ

เสื้อผ้าเลอะมาก ต้องเอามาซักตาก เลยถามก่วงม๊าว่าซักที่ไหนตากที่ไหน กว่าจะคุยกันเรื่องซักผ้ารู้เรื่องก็หลายนาทีเลย ฮ่าๆๆ

ตอนกินข้าวกลางวัน แม้จะเป็นกลางวันแสกๆ ก็ยังคงดื่มเหล่าและนั่งคุยกันอยู่ดี

IMG_9353

ลัมลูบอกว่า “พวกเราใช้เวลากินข้าว 2 ชม. อย่างงี้ทุกวัน” โอ้วววว

แม้เราจะพูดอะไรกันได้ไม่เยอะ ได้แค่ห่าวซือ(อร่อย) ห่าวหวาน(สนุก) สื่อสารกันได้ด้วยคำศัพท์ที่จำกัด แต่ก็ไม่เบื่อเลยนะ

กินเสร็จกลับมานอนในห้อง นอนก่ายหน้าผากแล้วคิด…

ตอนนี้รู้สึกเหนื่อยมาก มะกี้ก็ถอนหญ้าไปประมาณ 2 ชม.เอง งงมาที่ตัวเองเพลียขนาดนี้

ทำไรนิดหน่อยก้อเหนื่อย มะกี้อาบน้ำยังเหนื่อยเลย

หรือเป็นเพราะเราทำอะไรมาเยอะติดๆกันแบบไม่ได้พักมาหลายวันแล้ว

แต่ก็พักระหว่างวันนี่นา นอนก็นอนพอทุกวัน

IMG_9354

นี่กำลังนั่งรำลึกความหลังอยู่ ว่าผ่านมา 5-6วันนี้ มันเกิดอะไรขึ้นมาก

ตอนนี้บ่าย 2 เราออกไปทำงานอีกทีน่าจะประมาณ 4 โมง ไปปลูกผัก

มีเวลาเหลือเฟือในการนอนเอาแรง แต่ก็ตีกับตัวเองในใจว่าจะนอนหรือมานั่งพิมพ์บันทึกเรื่องราวดี

ร่างกายก็เมื่อยไปทั้งตัว แต่ใจก็คิดว่านั่งทำไปเฉยๆก็ไม่น่าจะเหนื่อยอะไร

 

ร้อนๆและเพลียๆอย่างนี้ อยากกินของหวาน ….อยากกินชานมไข่มุกจังเลย

คิดถึงชานมไข่มุกที่พวกเพื่อนข้างล่างเคยพาไปซื้อบ่อยๆ หมินจง เรน เพจ

เจิงจูหน่ายชา….
ไม่ไหวแล้ว ยอมแพ้ ไปนอนดีกว่า

ตั้งนาฬิกาปลุกออกมาบ่าย4 ตามนัด

เดินมาถึงบ้านก่วงม้า ตกใจเจอชัยถอดเสื้อยืนทำงานนำอยู่ก่อนละ พร้อมเปิดขอใจเธอแลกเบอร์โทร เป็นเพลงประกอบด้วย

ช๊อกกว่านั้นคือ เจอเจิงจูหน่ายชา!!!! กรี๊ด สวรรค์มีตาจริงๆ

รีบกินชานมไข่มุกที่ก่วงม้าอุตส่าห์ลงจากดอยไปซื้อมาให้ เรนบอกก่วงม๊าว่าพวกเราชอบกิน

ไม่ใช่สวรรค์หรอกที่มีตา ก่วงม๊ากะเรนต่างหากที่มีตาและมีน้ำใจมากกก

IMG_9469

ดูดชานมเสร็จสดชื่นทันที แล้วก็รีบเอาต้นกล้าผักลงปลูกในกระถางอย่างสนุกสนาน ก่วงม๊าก็ปลุกไปเต้นเพลงพี่เบิร์ดไป  รู้งี้ออกมานานละ

2

1

ก่วงม้าคอยถ่ายรูปทุกกิจกรรมของพวกเราและรายงานเรนทราบ

เพิ่งรู้ว่าก่วงม้าเรียนเรนด้วยชื่อภาษาจีนคือ อิเอิ๊น (Yuen)

น่ารักอ่ะ ต่อไปนี้จะเรียกเรนว่า อิเอิ๊น….

เอาต้นกล้าลงกระถางเสร็จก็เอาไปจัดเรียงไว้ให้สวยงามตามอิสระเรา แล้วก็มานั่งพัก

IMG_9474

นั่งคุยกันว่า คิดถึงพวกเพื่อนที่อยู่ข้างล่างเหมือนกันนะเนี่ย ละก็นึกถึงเรื่องนาข้าวของหมินจง ทันใดนั้นเอง อยู่ดีๆก็มีรถขับมาจอดหน้าบ้านก่วงม้า  และหมินจงก็โผล่หน้าออกมา เฮ่ยยยย ตายยากจนน่าขนลุก

พวกเราสามคนก็วิ่งปรี่ไปต้อนรับ เหมือนได้เจอเพื่อนที่พลัดพรากและกำลังคิดถึง ทั้งๆที่เพิ่งเจอเมื่อวาน ฮ่าๆๆๆ

หมินจงพาเพื่อนมาเที่ยวบนเขา เลยแวะมาหา คุยแป้บๆก็กลับไป

กลับนั่งร้องเพลง รอเวลากินข้าว

เย็นนี้พวกเราเสนอตัวช่วยทำอาหาร ที่จริงคือเพราะอยากกินรสชาติไทยความเปนไทย
มาถึงเปิ้ลก็ใช้อุปกรณ์ต่างๆได้หมดเรย รู้ที่ทางในครัว งงมาก คนทำอาหารเป็นคงหยิบจับอะไรได้ เป็นเราคงงงว่าต้องเริ่มอะไร ใช้อันไหน

เราจะตีไข่เตรียมทำไข่เจียวละกัน ง่ายสุด

เปิ้ลไปผัดผัก มีการใส่พริก กระเทียม แค่นี้ก็เริ่มมีกลิ่นจัดจ้านความเป็นไทยขึ้นมา ปกติคนที่นี่จะเอามาผัดกะน้ำมันนิดหน่อย ไม่ปรุงไรเยอะเพื่อคงรสชาติดั้งเดิมของผักไว้

ก่วงม้าก้อทำกับข้าวอื่นๆในส่วนของเค้าไป มีเต้นๆระหว่างทำด้วย

ที่นี่ใช้น้ำธรรมชาติเลย ต่อท่อมาจากบนเขาอยู่แล้ว น้ำไหลจากก๊อกตลอด เหมือนมีใครเปิดไหลทิ้งตลอดเวลา อยากจะใช้ล้างอะไรตอนไหนก็ใช้ได้เลย แปลกดีเหมือนกัน

ถึงเวลากินข้าวเย็น วันนี้มีโอโกเก๊ะ พี่ชายลัมลูมากินด้วย

DCIM101GOPROGOPR7953.

คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายที่มาอยู่บ้านก่วงม๊า มีการร้องเพลง เปิดไฟฉายจากมือถือมาส่องไปที่คนร้อง ราวกับคอนเสิร์ต ความจริงคือเค้าปิดไฟละนั่งคุยกันมึดๆ เพื่อไม่ให้แมลงมาใกล้ๆ พอร้องเพลงก็เลยต้องร้องมึดๆ เปิดไฟฉายเพื่อถ่ายรูป

ก่วงม้าร้องเพราะมากกก เราไม่รู้ความหมายหรอก

และต่อด้วยขอใจเธอแลกเบอร์โทรอีก เพลงนี้ดังมากในไต้หวัน ก่วงม้าSearchมาร้องเองเลย

4

พวกเรามอบของที่ระลึก เป็นผ้าพันคอ ก่วงม้าเอามาพันแล้วร้องเทียนมีมี่ พร้อมกับเล่นกล้อง เล่นผ้า ลีลาเยอะสุดๆ สมกับกิตติศัพท์ที่ได้ยินก่อนมา

7

เราถามลัมลูว่า ที่นี่เรียกว่าอะไร (มาอยู่จนจะกลับละ ยังไม่รู้ชื่อสถานที่)

ลัมลูบอกว่า ชื่อ Cilimitay village  และคำว่า Haramy คือชื่อข้าวของที่นี่
(ได้ยินคำนี้จากปากก่วงม๊าบ่อยมาก แต่googleมันแปลไม่ถูก)

ข้าวที่นี่ราคาสูงสุดในไต้หวัน และปลูกในที่สูงสุดด้วย !! เรามาอยู่ในที่ที่สุดยอดอีกแล้ว

 

IMG_9460

พื้นที่ปลูก 3 Hectres (18.75ไร่) ปีนึงปลูก2รอบ คือมิ.ย. และ พ.ย. คนชอบซื้อเพราะสะอาด ปลูกในที่ที่อากาศสะอาด น้ำสะอาด อาจจะแพงสำหรับคนไต้หวัน แต่เค้าส่งไปขายที่ฮ่องกง ถือว่าราคานี้ไม่แพงเรย

มีบางคนในไต้หวันที่ใส่ใจในสุขภาพหน่อย ก็อยากกินข้าวของเค้าเหมือนกัน

พ่อแม่บางคนกินข้าวปกติ แต่ซื้อข้าวนี้ให้ลูกๆกิน

ลัมลูบอกว่า รายได้เค้าไม่เท่ากับการไปทำงานในเมืองหรอก แต่เค้าไม่ชอบในเมือง บางคนก็ไม่เห็นด้วยนะที่เค้ามาทำแบบนี้ แต่เค้าก็พิสูจน์ให้คนเห็นแล้วว่ามันดียังไง มีเพื่อนเค้ากลับมาบ้านที่ต่างจังหวัดและมาทำเกษตรกรรมเพิ่มขึ้นตั้ง 6 คน

อย่างที่บอกว่าลัมลูอยากให้เป็นการท่องเที่ยว เลยต้อนรับแขกเสมอ ทั้งชาวไต้หวันและต่างชาติ มาพักอาศัยและมาทำงานแบบเรานี่แหละ และจะพาทัวร์ไปดูท้องนา และธรรมชาติแถวนี้

IMG_9633

รู้ละ เรนจัดให้เรามาอยู่กับคนที่ทำด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตรทั้งหมดเลยนะเนี่ย!!!

ลัมลู เป็น eco-tourism ส่วนเพจก็ทำบ้านเป็น farmstay

เยี่ยมเลยอ่ะ เรากำลังสนใจเรื่องนี้อยู่ด้วย อยากทำให้ที่สวนของเราเป็นแบบนี้เหมือนกัน สร้างที่พักที่อยู่ได้สะดวก แล้วให้คนมาสัมผัสประสบการณ์การเป็น Farmer

จริงๆแค่เสาร์อาทิตย์ ก็น่าจะพอแล้วสำหรับคนเมืองที่ไม่ค่อยมีเวลา

จบการสนทนาห้าทุ่มกว่าเช่นเคย
ขอบคุณที่โลกนี้มี google translate ที่ทำให้เราคุยกับลุงป้าน้าอา บนดอยแห่งนี้ได้

 

วันนี้มีแผ่นดินไหวด้วย แบบที่คุณคังเคยบอกไว้ก่อนเรามาที่นี่ ว่าแถบนี้มีแผ่นดินไหวเรื่อยๆ
นี่คือข้อความแจ้งเตือนแผ่นดินไหว ที่ถูกส่งเข้ามายังมือถือเรา แม้มือถือของชัยที่ไม่ได้ใส่ซิม ก็ยังได้รับข้อความเตือนภัยได้เหมือนกัน

IMG_9503

Day4 Cilamitay นาข้าวบนดอยของชาวพื้นเมือง

ตอนเช้าว่างถึง10โมง

ชัยขี่มอไซค์แว๊นไปกับอาม่าแม่ของเพจ เพื่อไปดูแปลงปลูกผักของอาม่า แต่เรากะเปิ้ลไม่ได้ไป นั่งแพคกระเป๋าเตรียมออกจากที่นี่ เพื่อขึ้นไปอยู่กับชนเผ่าอะบอริจิ้นบนเขา

เนื่องจากไม่รู้อนาคตว่าที่พักเราจะเป็นยังไงในวันข้างหน้า เมื่อวานเราเลยซักผ้าให้หมดทุกชิ้น

และเนื่องจากเราไม่ค่อยมีเวลาอยู่บ้านเท่าไหร่ ไม่มีเวลามารอตากผ้าหลายรอบ เราเลยประหยัดเวลาด้วยการไม่แยกผ้าเลย ซักรวมกันหมดทุกชนิด แล้วน้องเปิ้ลก็จะซักพร้อมกันกับเราด้วย

“พี่ซักรวมหมดทุกอย่างเลยนะ ทั้งเสื้อ กางเกง ชุดชั้นใน ถุงเท้า” เราบอกเปิ้ลไว้ก่อน

“หนูไม่ถือ” ตึ่งงงง โดนใจ ไม่คิดว่าจะเจอคนไม่แคร์เรื่องแยกผ้าแบบเรา

สรุปว่าเป็นการซักทั้งเสื้อ กางเกง ชุดชั้นใน ถุงเท้า ของทั้งสองคนพร้อมกันในถังเดียว

รู้สึกเหมือนได้ดื่มน้ำสาบานเป็นพี่น้องกันอะไรอย่างงั้นเลย

วันนี้เรนพาขนกระเป๋าสัมภาระ มาแวะที่โรงสีข้าวของเรนก่อน

ได้เจอป่ะป๊าเรนอีกรอบ กำลังนั่งชงชาอย่างปราณีตมากๆ และชวนพวกเราดื่มชาด้วย

1

หน้าตาป่ะป๊าจะนิ่งๆแต่เหมือนอมยิ้ม ค่อยๆชงอย่างชิลๆ นี่คือสโวไลฟ์ของจริง

ก่อนจะพาขึ้นเขา เรนมีธุระ นัดเจอกับเจ้าหน้าที่เกษตรของรัฐบาล เพื่อมาดูนาข้าวของเกษตรกรคนหนึ่ง

แล้วก็หิ้วเราสามคนติดสอยห้อยตามไปด้วย นาข้าวตรงนี้เขียวขจีสบายตามาก มีร่องน้ำคอนกรีตทันสมัย สะอาด ไม่เคยเห็นแบบนี้ที่ไทย

IMG_9331IMG_9332

การที่เราติดสอยห้อยตามเรนไปนี่แหละ ได้เรียนรู้อะไรมากเลย

คือเรนเป็นหัวหน้ากลุ่มเกษตรกร มีเกษตรกรในกลุ่มอยู่ 40 คน พื้นที่นาข้าวทั้งหมดรวมได้ 340ไร่

เมื่อข้าวของคนใดในกลุ่มมีปัญหา เรนจะเป็นคนติดต่อเจ้าหน้าที่ให้เข้ามาสำรวจ อย่างวันนี้ ก็เข้ามาจับแมลงที่ระบาดอยู่ไปส่องกล้องดูว่าเป็นตัวอะไร แล้วเจ้าหน้าที่ก็จะมาบอกว่าต้องควบคุมยังไง

IMG_9329IMG_9324

ดีอ่ะ การที่มีคนคอยติดต่อระหว่างเกษตรกรกับรัฐบาลแบบเรน มันทำให้การทำเกษตรราบรื่นขึ้น มีปัญหาก็มีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดู ช่วยแก้ไขอย่างถูกวิธี และตรงจุด

ส่วนเรา ถ้าพบอะไรผิดปกติก็ดิ้นรนด้วยตัวเอง ไปsearchเอา หรือถามคนอื่นๆในเนต ซึ่งจริงๆแล้ววิธีแก้ไขที่เราsearchเจอมันจะถูกต้องแค่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าไม่เวิร์คก็ลองวิธีอื่นไปเรื่อยๆ

แล้วเรนก็ขับรถขึ้นเขามา อธิบายว่าเราจะอยู่บนดอยนี้ 2 คืน อยู่กับแม่ของลัมลู ที่จริงเราเคยเจอลัมลูแล้วที่ร้านกาแฟในงานแชร์เรื่องรถไฟ เป็นผู้ชายอ้วนๆ เรนเรียกแม่ลัมลูว่าก่วงม้า เป็นชาวอะบอริจิ้น หรือชาวพื้นเมืองดั้งเดิมของไต้หวัน

IMG_9355

เรนส่งเราที่บ้านของน้องสาวก่วงม๊า เค้าทำเป็นโฮมสเตย์ มีห้องนอนเหมือนห้องใต้หลังคา คือฝ้าห้องนอนจะเอียงๆ ห้องน้ำก้อใต้หลังคา เวลาอาบน้ำต้องยืนตรงจุดที่หลังคาสูงที่สุด ไม่งั้นก็ต้องนั่งยองๆอาบไปเลย

IMG_9356

เที่ยงๆก่วงม้าพาเดินไปกินข้าวที่บ้านเค้าเอง อยู่อีกหลังห่างไปประมาณ 300เมตร เป็นบ้านจริงๆ ไม่ได้ตกแต่งสวยเพื่อให้ใครมาพัก อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ริมลำธาร มีเสียงนกร้อง เสียงน้ำไหลตลอดเวลา ที่ชอบคือหมอก ปกคลุมบนยอดเขาทุกทิศทาง ทุกทิศทางของเราตอนนี้เป็นภูเขา

IMG_9364IMG_9352

ไปถึงปั๊บก็กินข้าวที่ก่วงม้าทำไว้ให้ มีกับ2-3อย่าง ไม่เยอะเท่าบ้านเพจ แต่แค่นี้มันก็เพียงพอแล้วล่ะ

จู่ๆก็คิดถึงชานมไข่มุกมาก อยู่บนดอยไม่มีให้กิน

ตั้งแต่หมินจงซื้อให้วันแรกนั้น เราก็ได้กินอีกทุกวัน จนติดแล้วเนี่ย

ก่วงม้ามีแมวชื่อลูลู่ และหมาชื่อหมาซื่อ

ตอนนี้ลัมลูไม่อยู่ ไปไทเป กลับมาพรุ่งนี้

ก่วงม้าจะเป็นผู้ปกครองเราตลอดสองวันนี้ เป็นแม่ที่ยังดูไม่แก่เลย ออกจะแข็งแรงเปรี้ยวเพีียวพ๊าว แต่งตัวสีสันมาก และที่สำคัญคือสกิลภาษาอังกฤษของก่วงม้านั้นเป็น 0

IMG_9466

แต่โชคดีที่ก่วงม้าไฮเทค ใช้สมาร์ทโฟนจึงใช้ google translateได้คล่อง ดังนั้นเราเลยคุยกันด้วยgoogleตลอดเกือบจะทุกคำ ก่วงม้าแทบไม่เคยพูดกับเราโดยตรง เขาจะพูดใส่มือถือ แล้วยื่นให้มือถือพูดกับเรา

ที่นี่ไม่มีWifi และสัญญาณ 4Gก็ไม่ค่อยชัด เราจะถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่สามารถติดต่อทางบ้านได้ไปซักพัก และมีปัญหาในการใช้googleแปลด้วย เพราะแอพมันต้องใช้เนต

พอสัญญาณเนตอ่อนมันก็จะไม่ค่อยแปลให้ละ ชีวิตบนดอยมันก็เริ่มสนุกตรงนี้แหละ

เราได้ใช้ภาษาไต้หวันคำสั้นๆที่เคยจดจำมาก่อนหน้านี้มากขึ้นก็ตอนนี้แหละ

ห่าวซือ ห่าวเฮอ ห่าวหวาน

กินข้าวเสร็จก็นั่งคุยกันต่อ

ขนาดกับข้าวของก่วงม้าไม่เยอะมากมาย เราก็ยังกินไม่หมดอยู่ดี

น้องเปิ้ลบอกก่วงม้าว่าอิ่มแล้ว และบอกว่าอ้วนขึ้นมากตั้งแต่มาที่นี่

ก่วงม้ามองหุ่นเปิ้ล แล้วมือถือก่วงม้าบอกว่า “เธอไม่อ้วน ฉันไม่ชอบคนอ้วน เคยเห็นแบบลัมลูมั้ย”

ฮ่าๆๆ ก่วงม้าเป็นคนตลกพอสมควรเชียวล่ะ

แม้googleจะแปลคำพูดออกมาได้แบบทื่อๆไร้อารมณ์ เราก็รับรู้ได้ถึงความอารมณ์ดีของก่วงม้า

บ่ายสามวันนี้ก่วงม้าแพลนไว้ว่าจะพาเราไปถอนหญ้ากัน แต่ฝนดันตกเลยยกเลิก

ก่วงม้าดูกระอักอ่วนที่ต้องบอกเราว่าไม่มีอะไรทำตอนนี้ เราเลยบอกไปว่า

“ไม่เป็นไร พวกเราจะทำการบ้าน” ซึ่งก็คือการสรุปเนื้อหาดูงานที่ดินพอกหางหมูไว้ก่อนจะมาถึง Fuliนั่นเอง แค่นั้นก่วงม้าก็ทำหน้าโล่งอกขึ้นมาทันที แกคงกลัวพวกเราเบื่อที่ไม่มีไรให้ทำ

ตลอดบ่ายพวกเราเลยรวมตัวกันหน้าห้องนอน นั่งพื้นเปิดคอม แล้วสรุปทุกสิ่งอย่างที่ไปดูมาพร้อมพวกไข่เอินจนหมดสิ้น โล่งเลย ถึงเวลากินข้าวเย็นพอดี

มื้อเย็น มีญาติๆของก่วงม้าซึ่งเป็นชาวอะบอริจิ้นเหมือนกันมากินข้าวกับเราด้วย น่าตื่นเต้นมาก

ทีนี้เราได้ใช้googleให้แบตหมดกันไปข้างนึงเลย

ก่วงม้าชอบร้องเพลง พอสบโอกาสก็เปิดYoutubeขึ้นมาร้องโชว์ ไฮเทคมากมีไมค์Bluetoothด้วย!!

IMG_9373

ไมค์สีชมพูแวววาว พอไมค์ติดขัดก้ไม่เป็นไร เพราะก่วงม้ามีสำรองอีกหนึ่งอันค่ะ! ไม่ธรรมดาจริงๆคุณแม่ชาวพื้นเมืองคนนี้

“ถึงเวลาแล้ว ที่คุณต้องเรียนรู้ภาษาของพวกเรา” เสียงผู้หญิงในมือถือก่วงม้าบอกเรา

แล้วก็ทุกคนก็เริ่มสอนภาษาพื้นเมืองให้มากมาย เป็นภาษาของเค้านะ เราไม่สามารถเอาไปใช้ได้ตอนลงดอย

คำศัพท์ที่ก่วงม้าและญาติๆสอน ได้แก่

มาลานั่ม มาลาโฮ้ว มาลาฟิ = ข้าวเช้า ข้าวกลางวัน ข้าวเย็น
มาฟูเต๊ะ = นอน
ง่ะอ้ายโฮ = หนีฮ่าวมา = สบายดีมั้ย (ก่วงม้าบอกว่าเอาไปทักทายลัมลูพรุ่งนี้นะ)
อะไร่ = เชี่ยๆ = ขอบคุณ
ฟันจ้าไร = ห่าวหวาน = สนุก
ง่ะอ๊าย่าย = very good
ชิมาลัย = สวย
มาลาซั่ม = เมา
มิมิเงิน = นิดนึง (ใช้ตอนกินเหล้า พูดว่ามิมิเงินนนน คือจิบๆ ไม่ต้องหมดแก้ว)

ก่วงม้าฉลาดมาก ที่สอนคำพวกนี้ เราจำกันได้หมดทันที และมันมีประโยชน์มากๆๆๆๆ

อย่างน้อยทุกครั้งที่จะนัดกินข้าว ก็ไม่ต้องใช้googleแล้ว

วงสนทนาหลังข้าวเย็นก็จบลงตอนห้าทุ่ม แยกย้ายไปมาฟุเต๊ะได้

กินข้าวกันจนดึกอีกแล้ว ไม่ว่าจะอยู่บนพื้นราบหรืออยู่บนดอย ก็ยังคงต้องนั่งคุยเฉยๆหลังจากกินเสร็จอยู่ดี

นี่ขนาดเราไม่มีภาษาที่จะสื่อสารกับพวกเค้าได้นะเนี่ย!!

คืนนี้บนดอย เราได้ข้อคิดว่า Google translate เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่ทำลายกำแพงระหว่างคนต่างชาติต่างภาษาได้อย่างแท้จริง

DCIM101GOPROGOPR7953.

Day3 โดรนใส่ปุ๋ยและวันเก็บเกี่ยวฝรั่ง

ตีห้าครึ่ง หมินจงเดินขึ้นมาถึงหน้าห้องพวกเรา

เพราะชัยชวนให้หมินจงมาเอาของที่ระลึก เป็นผ้าขาวม้า1ผืน

หมินจงถามว่า “มันใช้ทำอะไร”

เออนั่นสิ ตอบยากจริงๆ จริงๆมันก็ใช้ได้ทุกอย่าง เช็ดตัว นุ่งแทนกางเกง โพกหัว ห่มตัว มัดเอว

หมินจงก็งง ว่าทำไมมันสารพัดประโยชน์เช่นนี้

หมินจงพามาที่ทุ่งนาเดิมที่มาวันก่อน มาพบกับเพื่อนเค้า เป็นเจ้าของโดรน6ใบพัดใหญ่ๆอันนึง

โดรนนี้เพื่อนหมินจงให้ยืมมาลองใส่ปุ๋ยดู สามารถใส่ได้ทั้งปุ๋ยและยาทีละ 20 กก. แต่ต้องเป็นของเหลว

โดรนมีGPSติดอยู่ ตอนแรกเริ่ม เพื่อนหมินจงจะมาร์คตำแหน่งอาณาเขตนาข้าวที่อยากจะใส่ปุ๋ย โดยใช้แอพในSmart phone มาร์คจุดตามแผนที่ ทีนี้แอพนั้นจะวางแผนการบินของโดรนเป็นเส้นๆกลัับไปกลับไป ให้บินไปใส่ปุ๋ยทั่วทุกอณูของแปลงข้าว

พอเริ่มออกตัว เสียงดัง อย่างกะเฮลิคอปเตอร์น้อยๆ โดรนจะบินไปตามเส้นทางที่กำหนดมะกี้ เค้ากำหนดให้บินสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร ระหว่างบินก็สเปรย์ปุ๋ยน้ำออกมาด้วย ฟุ้งกระจาย ต้นข้าวโบกสะบัดตามแรงลมของใบพัดโดรน

บินไปบินกลับจนกระทั่งปุ๋ยหมด ก็จะกลับมาเติมปุ๋ยใหม่ แล้วมันก็ฉลาดรู้ไปสเปรย์ต่อที่จุดสุดท้ายมะกี้ด้วย

ช่างเป็นการใช้โดรนได้มีประโยชน์มากๆ ใส่ปุ๋ยและยาให้ต้นข้าวเสร็จภายในไม่กี่นาที

คลิปวิดีโอโดรนบินใส่ปุ๋ย

ระหว่างปล่อยโดรนมันบินไป หมินจงโชว์รูปรวมหน้าของตัวเองที่มีทรงผมไม่ซ้ำกันซักแบบ

เห็นโจ๋ๆแบบนี้เขาก็เก่งเหมือนกันนะ อายุแค่นี้เอง ดูมุ่งมั่นตั้งใจ

เราแอบไปส่องfacebookมาเมื่อคืน หมินจงมักจะโพสนั่นนี่เหมือนคนไทยเรานั่นแหละ

แต่รูปที่เค้าโพสนั้นมันเป็นทุ่งนามั่งล่ะ รูปเค้ากำลังใช้เครื่องจักรใหญ่ๆวิ่งบนท้องนามั่ง

มีทั้งเหนื่อย ทั้งสนุก แต่ให้ความรู้สึกว่าเป็นงานที่เค้าภาคภูมิใจ

แค่ดูเฟซบุคหมินจง เราก็รู้สึกภูมิใจในความเป็นเกษตรกรของตัวเองขึ้นมาเลย

มันน่าชื่นใจเวลาได้ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกาย

แล้วผลผลิตมันก็ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันให้คนอื่นได้กิน

เดือนหน้าหมินจงจะไปพัทยา เค้าอยากกินไอติมผัด

โอเค ถ้าแวะมาเที่ยวกทม.ด้วย เราสัญญาจะพาไปกิน

เสร็จจากการดูโดรน หมินจงพาไปเลี้ยงน้ำเลี้ยงหนมในเซเว่น แล้วขับรถพาเราไปหาเรนที่ออฟฟิซ

นี่ถ้าไม่ได้ขนมเซเว่นครั้งนั้น เราแย่แน่ๆเพราะงานต่อจากนี้มันเหนื่อยจริงๆ

ขอบคุณมากหมินจงเอ๊ย

ที่ออฟฟิซเรน จริงๆมันไม่ใช่แค่ออฟฟิซค่ะ มันเป็นโรงสีข้าว!!

เรนบอกว่าเดี๋ยวอีก 3 วัน จะให้พวกเรามาทำงานที่นี่…

แต่วันนี้จะไปช่วยพ่อของเรนเก็บส้มโอก่อน

เรนพามาที่สวนส้มโอของพ่อที่อยู่บนเนินเขา พามาส่งแล้วก็ขับรถออกไป ทิ้งเราไว้กับคนงานเก็บส้มโอคนอื่นๆ

หน้าที่เรามีแค่เด็ดส้มโอจากต้นแล้วโยนลงถัง แค่นั้นเลย แต่มันก็ไม่ง่ายนะ บางลูกก็สูงต้องปีนป่าย แถมปลูกบนทางลาดเอียงบนเนินเขาด้วย ทำให้ต้องเดินขึ้นลงเนินกันใหญ่ บางทีโยนลงถังแล้วถังดันคว่ำเพราะพื้นมันเอียง ก็วิ่งตามเก็บส้มโอที่กลิ้งลงเขาไปอีก

เราต้องโยนอย่างระมัดระวัง วางถังบนพื้นที่มั่นคง เพราะถ้าคว่ำทีนี่เหนื่อยหนักกว่าเดิม

เราได้ถ่ายรูปกิจกรรมกันช่วงแรกๆตอนที่ยังไม่เหนื่อย หลังจากนั้นไม่มีเรี่ยวแรงจะเปิดกล้องแล้ว ฮ่าๆ

นี่คือพ่อของเรน

มีนั่งพักคุยกับคุณป้าคนนึง คุณป้าช่วยนวดให้เปิ้ลด้วย เพราะสภาพหมดแรงมาก

แล้วชัยก็มานวดให้คุณป้าแทน ท่าทางจะชอบมาก

เราเก็บกัน 2-3 ชม. เหนื่อยที่สุดตั้งแต่มาที่นี่ ถังที่เต็มแล้วจะเอาส้มโอไปเทรวมที่ท้ายรถกระบะ

ระหว่างเก็บอยู่ ชัยก็เดินมาพูดว่า “เจิงจูหน่ายชา…”

โอ้ยยย ถูกต้อง หอบแฮกแบบนี้อยากกินเจิงจูหน่ายชา(ชานมไข่มุก)จริงๆ

ทำให้เราก็เพ้อถึงเจิงจูหน่ายชาไปด้วยเลย

เก็บไปได้ประมาณ3-4คันรถ ก็ถึงเวลาพักกินกลางวันเป็นข้าวกล่อง มีไ่ก่ย่างด้วย

กินอย่างหิวโหยเสร็จ เค้าก้อบอกว่า พวกเราไม่ต้องทำแล้ว เรนจะมารับกลับไป

ทันทีที่เปิดประตูรถเรน เราก็เจอบางอย่างอยู่ในถุง

อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาดังๆ “เจิงจูหน่ายชา!!!” เรนช่างรู้ใจกันสุดๆไปเลย

คำอธิษฐานหาเจิงจูหน่ายชา ที่พูดซ้ำแล้วซำเล่าก็เป็นผลสำเร็จ

เรนพาไปร้านคาเฟ่ซึ่งเคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อน ชื่อว่า Jiudongli Train Station

แต่ไม่ได้พามากินหรอก เพราะพวกเรามีชานมไข่มุกของเรนถืออยู่ในมือแล้ว

เรนพาเดินทะลุออกไปหลังร้าน พบกับวิวอลังการของ ท้องฟ้า ภูเขา ทุ่งนา รางรถไฟ สถานีรถไฟ ชานชาลา และเก้าอี้นั่ง

เห็นองค์ประกอบภาพแล้วก็ไม่รู้จะถ่ายเก็บกลับไปยังไงได้หมด อยากถ่ายให้มันเหมือนกับตาเห็น แต่ไม่มีทางทำได้สำหรับเรา ถีงเลนส์กล้องโกโปรเราจะกว้าง ถ่ายติดได้ทุกอย่างยกเว้นอารมณ์ ดูรูปที่ถ่ายมาแล้วมันช่างไร้อารมณ์จริงๆ

อารมณ์ชิลๆ ลมเย็นๆ ละมุนละไม

นี่มันเป็นฉากบ้านนอกคอกนาในละครได้เลยนะเนี่ย !!

คิดแล้วก็อยากชวนพวกเพื่อนที่ชอบถ่ายรูปมาที่นี่ ช่วยถ่ายเราอยู่ในรูปแบบได้อารมณ์หน่อยเถอะ

ตอนนี้ได้แต่บอกตัวเองว่า ถ้าได้กลับมาFuliใหม่ จะมาที่นี่อีกรอบ

หรือถ้าต้องแนะนำสถานที่ให้เพื่อนที่มาไต้หวัน เราก็จะแนะนำจุดนี้ สวยขนาดนี้ต้องบอกต่อ

เรนคงตั้งใจให้เรามาพักเหนื่อย และชมสถานที่งามๆของ Fuli ด้วยก่อนจะกลับไปส่งที่บ้านเพจ

แผนที่ Jiudongli Train Station