sweet potato processing

ชื่อบริษัท Sweet Potato Kua Kua Yuan เป็นบริษัทที่ผลิตและแปรรูปมันเทศ

IMG_0426.JPG

ผลผลิตและผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปจะเน้นจำหน่ายภายในประเทศร้อยละ 65 – 70 เช่น ตลาด ซุปเปอร์มาร์เกต ร้านสะดวกซื้อ ร้าน Fast food และส่งออกไปยังต่างประเทศร้อยละ 30 -35 เช่น ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง สิงคโปร์

บริษัท Sweet Potato Kua Kua Yuan เริ่มก่อตั้งตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991 ประเทศไต้หวันมีพันธุ์มันเทศประมาณ 1,400พันธุ์ พันธุ์ที่บริษัทใช้ในการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก คือ พันธุ์ Tainung 57 มีลักษณะเด่น คือ ผลผลิตสูง รสชาติหวาน ปริมาณเนื้อเยอะ ขยายพันธุ์โดยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (Tissue culture)

ระบบการปลูกมันเทศ จะปลูกพืชแบบหมุนเวียน โดยจะปลูกมันเทศเป็นเวลา 2 ปี และปลูกพืชผัก 1 ปี เพื่อป้องกันการเกิดโรค

IMG_0407.JPG

วิธีการปลูกและดูแลรักษา ขนาดความกว้างของแปลงปลูก 120 เซนติเมตร ใช้ต้นพันธุ์ประมาณ 3,500 – 4,000 ต้นต่อพื้นที่ 0.1 เฮกตาร์ ต้นพันธุ์มันเทศที่ใช้จะมีความยาวประมาณ 30 เซนติเมตร ปลูกในดินลึกประมาณ 15 เซนติเมตร

ระบบน้ำที่ใช้สำหรับการปลูกมันเทศเป็นการปล่อยน้ำเข้าตามร่องทุกๆ 1 – 2 สัปดาห์ หรือพิจารณาตามความเหมาะสม การให้ปุ๋ยจะเน้นปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหวาน มันเทศเป็นพืชที่ต้องการความต่างกันของอุณหภูมิระหว่างเวลากลางวันและเวลากลางคืน จะส่งผลมันเทศให้มีรสชาติที่หวานอร่อย

 

IMG_0413.JPGอายุการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมประมาณ 5 – 6 เดือน ในช่วงฤดูร้อนอายุการเก็บเกี่ยวจะสั้นลงเหลือ 4.5 เดือน ในช่วงเดือน ตุลาคม – มีนาคม เป็นช่วงเก็บเกี่ยวที่มันเทศจะมีรสชาติดีที่สุด สำหรับฤดูหนาวเป็นช่วงที่มันเทศจะให้ผลผลิตสูงที่สุด เกษตรกรจะปลูกมันเทศในช่วงฤดูหนาวคิดเป็นร้อยละ 90 และปลูกมันเทศนอกฤดูร้อยละ 10

มันเทศสามารถเก็บรักษาในห้องเย็นเพื่อจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี ราคาขายผลผลิตสดราคากิโลกรัมละ 30 NTD เมื่อนำไปเผาจะจำหน่ายราคากิโลกรัมละ 150NTD ราคาส่งออกมันเทศกิโลกรัมละ 200 – 300 NTD

ปัญหาที่พบในการผลิตมันเทศ คือ ปัญหาแมลงศัตรูพืชและไส้เดือนฝอย การจัดการ คือ ใช้กับดักที่มีสารฟิโลโมนล่อแมลง ในพื้นที่ 0.1 เฮกตาร์จะใช้กับดักแมลงประมาณ 4 – 5 อัน และจะมีการขังน้ำท่วมแปลงปลูกเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนการปลูกเพื่อกำจัดไส้เดือนฝอย

บริษัทมีพื้นที่ปลูกมันเทศในเมือง Taichung และ Hualien รวมพื้นที่ปลูกทั้งหมด 1,000 เฮกตาร์ เป็นพื้นที่ของบริษัทร้อยละ 40 และร้อยละ 60 เป็นพื้นที่ของเกษตรกรเครือข่ายที่อยู่ภายใต้การดูแลของบริษัท บริษัทมีแอพพลิเคชั่นสำหรับการจัดการแปลง ในแอพพลิเคชั่นจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับตารางเวลาการเพาะปลูกของแต่ละแปลง เวลาเก็บเกี่ยวผลผลิต ตำแหน่งที่ตั้งแปลง โดยจะมีเจ้าหน้าที่ของบริษัทเข้าไปดูแลและติดตามในแต่ละแปลง

บริษัทมีการแปรรูปผลผลิตและจำหน่ายมีร้านจำหน่ายของตนเองและเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้ลูกค้าได้ชมแปลงสาธิตการปลูกมันเทศ ลูกค้าสามารถเยี่ยมชมโรงงาน และซื้อสินค้าภายในบริษัทได้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า และทางบริษัทจะมีการแปรรูปมันเทศทั้งเปลือกเพื่อลดการสูญเสียของผลผลิต เพื่อให้เกิดของเสียในกระบวนการผลิตน้อยที่สุด และเป็นการลดค่าใช้จ่ายในการจัดการของเสีย (Zero waste)

Facilities for organic vegetable

ที่นี่เป็นฟาร์มของคุณ Lee Fahsien เกษตรกร Young Farmer ทำการเกษตรปลูกผักในโรงเรือนมาเป็นเวลา 6 ปี

IMG_0380.JPG

มีโรงเรือนปลูกพืชผักทั้งหมด 15 โรงเรือน คนงาน จำนวน 2 คน แหล่งน้ำที่ใช้ในการทำการเกษตรเป็นแหล่งน้ำใต้ดินที่ระดับความลึก 6 – 7 เมตร

คุณ Lee Fahsien เป็นผู้นำการผลิตพืชอินทรีย์ โดยมีแนวความคิดว่าการทำเกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับการทำการเกษตร มีการเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ให้ผู้สนใจ เช่น เด็กๆ ในชุมชน นักเรียน อาจารย์ ผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียน และเกษตรกรที่เริ่มทำการเกษตร

การทำเกษตรอินทรีย์ต้องคำนึงถึงสถานที่ สำหรับฟาร์มที่ศึกษาดูงานนี้ตั้งอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไต้หวัน พื้นที่ใกล้ทะเล เป็นที่ราบ มีดินที่ดี และมีอากาศที่เหมาะสมสำหรับการปลูกพืชผัก

IMG_0384.JPG

ปัจจุบันรัฐบาลมีโครงการส่งเสริมให้มีการผลิตพืชผักส่งให้โรงเรียน เพื่อให้นักเรียนได้รับประทานผักอินทรีย์ ช่วยในการพัฒนา EQ ของเด็กนักเรียน อีกทั้งการปลูกพืชผักอินทรีย์เป็นการส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อม อนุรักษ์ดินและน้ำ และรักษาระบบนิเวศทางอ้อมอีกด้วย รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับเกษตรกร โดยสนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์เพื่อเชิญชวนให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้น

สำหรับการรับรองมาตรฐานอินทรีย์ รัฐบาลจะไม่เพียงแต่ตรวจสารตะค้างเท่านั้น แต่จะตรวจทั้งวงจร ตั้งแต่ แหล่งที่มา ตรรกะความคิดของเกษตรกรที่ปลูก ขั้นตอนการเพาะปลูก รวมไปถึงการขนส่งจนไปถึงมือผุ้บริโภค

ตอนแรกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับด้านการเกษตรเลย แต่ได้ไปอบรมจากรัฐบาลมา พวกเทคนิกการปลูกมันไม่สำคัญ เพราะเมื่อมีปัญหาเขาจะมีที่ปรึกษาเสมอ รัฐบาลจะให้คำแนะนำและช่วยแก้ไขปัญหาดังกล่าว และในบางกรณีจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล และรัฐบาลมีโครงการให้เกษตรกรรุ่นเก่าที่ปลูกพืชคล้ายๆกัน มาเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำให้แก่เกษตรกรรุ่นใหม่เป็นการส่วนตัว

คำว่าอินทรีย์สำหรับเขา ไม่ใช่แค่การงดใช้สารเคมีเท่านั้น แต่ยังคำนึงการรักษาสิ่งแวดล้อมรอบ เช่น ดิน ระบบน้ำด้วย และผู้บริโภคที่ได้ผลิตภัณฑ์จากเขาไปก็จะได้ปลอดภัยจริงๆ

คุณ Lee Fahsien เป็น Young Farmer ปี ค.ศ. 2014 โดยรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนเงินค่าโรงเรือนหนึ่งในสามของเงินลงทุนทั้งหมด และตั้งแต่ ปี ค.ศ. 2017  เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่กับรัฐบาลจะได้รับเงินสนับสนุนร้อยละ 50 ของเงินลงทุนทั้งหมด

สาเหตุที่เกษตรกรบริเวณนี้ปลูกพืชผักในโรงเรือนเพราะได้รับผลกระทบจากไต้ฝุ่นทุกปี โรงเรือนที่ใช้ปลูกพืชผักมีขนาดกว้าง 12 เมตร ยาว 26 เมตร สูง 5.5 เมตร โดยความสูงของโรงเรือนจะขึ้นอยู่กับพื้นที่ โรงเรือนที่สูงจะระบายอากาศได้ดี แต่ในพื้นที่ที่มีไต้ฝุ่นมากจะทำให้โรงเรือนเสียหายได้

สิ่งที่สำคัญของการสร้างโรงเรือน คือ การวางตำแหน่งของโรงเรือนต้องให้แสงส่องเสมอกันทั้งโรงเรือน ต้นทุนการสร้างโรงเรือนของประเทศไต้หวันจะคิดตามขนาดพื้นที่ของโรงเรือน ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 1,000 บาท

IMG_0372.JPG

ปัญหาโรคแมลงที่พบ เขาจะไม่เข้าไปกำจัดอะไรมากเพื่อปล่อยให้เป็นระบบนิเวศน์ธรรมชาติ ถ้าระบาดจริงๆถึงเข้าไปจัดการ เช่นหอยทาก จะใช้กากชาควบคุม และปล่อยกบเข้าไปเพื่อกินแมลงต่างๆ ถ้ารุนแรงมาก จะรีบเก็บผลผลิตเลย
หลังจาการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว จะทำการไถพลิกหน้าดินเพื่อกำจัดวัชพืช และปล่อยน้ำให้ท่วมขัง เพื่อกำจัดแมลงและหนอนให้หมดในดิน จากนั้นจึงตากดินให้แห้งประมาณ 1 สัปดาห์
พืชผักที่ปลูกเป็นพืชที่มีอายุสั้น เน้นการส่งจำหน่ายไปที่โรงเรียน จำนวน 6 โรงเรียน
ต้นทุนในการปลูกผักอินทรีย์จะสูงตรงที่ต้องใช้แรงงานคนเข้ามาเก็บวัขพืชเยอะ

การส่งผักจำหน่ายให้โรงเรียนทำให้เกษตรกรมีตลาดที่แน่นอน สามารถวางแผนปริมาณการผลิตได้ ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชหลากหลายชนิด แต่เน้นเรื่องปริมาณผลผลิตให้มีความสม่ำเสมอ

ราคาจำหน่ายให้โรงเรียนประมาณกิโลกรัมละ 50 NTD และตลาดอื่นๆ ราคากิโลกรัมละ 100 NTD

IMG_0370.JPG

คุณ Lee Fahsien ได้กล่าวว่า

“คนทั่วไปอาจไม่ยอมรับและไม่เชื่อในคุณภาพของพืชผักอินทรีย์ ดังนั้นในฐานะที่เขาเป็นเกษตรกรที่ผลิตพืชอินทรีย์เขาจะพยายามอธิบายและเปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาชมฟาร์ม เพื่อไขข้อสงสัยทั้งหมด ผู้บริโภคจะได้มีความเชื่อใจเกษตรกร และอยากให้เกษตรกรรุ่นใหม่ทำการเกษตรโดยไม่หวังกำไรเพียงอย่างเดียว แต่อยากให้ทำการเกษตรเพื่ออนาคต เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น และทำเพื่อคนรุ่นหลังต่อไป”

Bitter gourd nursery and production โรงเพาะต้นกล้า

โรงเพาะต้นกล้า ที่จะจำหน่ายต้นกล้าภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐบาล โรงเพาะกล้าในประเทศไต้หวันที่อยู่ภายใต้รัฐบาลมีประมาณ 100 แห่ง รัฐบาลจะเป็นผู้กำหนดชนิดพืชแบ่งตามแหล่งปลูกพืช เพื่อไม่ให้แข่งขันกันระหว่างโรงเพาะกล้า ลดปัญหาการแย่งลูกค้า โดยโรงเพาะกล้าจะต้องพิจารณาในการเลือกพันธุ์ที่เหมาะสม  ตามปริมาณความต้องการของแต่ละพื้นที่

927organicFarm_๑๗๑๐๐๙_0029.jpg

การที่รัฐบาลควบคุมดูแลโรงเพาะ ทำให้รัฐบาลสามารถประมาณการณ์ผลผลิตในแต่ละช่วงเวลา และเผยแพร่ข้อมูลให้เกษตรกรทราบก่อนการตัดสินใจปลูกพืช เพื่อลดปัญหาผลผลิตล้นตลาด และราคาผลผลิตตกต่ำ

IMG_0344.JPG

สำหรับโรงเพาะกล้าที่ศึกษาดูงานเป็นโรงเพาะกล้าพืชผักสวนครัว และพืชตระกูลแตง เช่น ฟัก มะเขือ ผักใบ มะระ เมล่อน แตงไทย พริกหยวก พริก มะเขือเทศ กะหล่ำปลี ต้นกล้าทั้งหมดจะจำหน่ายภายในประเทศไต้หวัน สำหรับพืชบางชนิดจะใช้วิธีการเพาะเมล็ด พืชบางชนิดจะใช้วิธีการเสียบยอด เช่น มะระขาว เมล่อน ราคาจำหน่ายต้นกล้าที่มีการเสียบยอดจะมีราคาสูงกว่าต้นกล้าจากการเพาะเมล็ด

วิธีการเสียบยอดมะระ

VDO Clip การเสียบยอดของที่นี่

  1. ใช้ต้นพันธุ์(Stock)เป็นฟักทอง คัดเลือกต้นกล้าฟักทองที่มีใบเลี้ยงสมบูรณ์ไม่หงิกงอ นำมาเด็ดยอดออกให้หมด เหลือแต่ใบเลี้ยง
  2. นำเหล็กปลายแบนมาจิ้มเข้าไปกลางยอด แล้วนำยอดต้นอ่อนมะระมาตัดปลายเป็นฉลาม แล้วเสียบลงไปบนยอดฟักทอง แล้วหนีบด้วยกิ๊บ
    • IMG_0361.JPG
  3. นำถาดไปเก็บไว้ในอุโมงค์ ที่พลางแสงด้วยแสลนดำ และปิดด้วยพลาสติกใส เมื่อผ่านไป1อาทิตย์ จะเริ่มมียอดเจริญออกมา (ถ้ามียอดของฟักทองออกมา ต้องเด็ดทิ้ง) จึงเริ่มเอาพลาสติกออก เหลือแต่แสลน
    • 1.png
  4. ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์จะค่อยๆเปิดแสลนออก เพื่อให้ต้นกล้าเริ่มปรับตัวกับแสงแดดธรรมชาติ ประมาณ 2อาทิตย์(ในหน้าร้อน)จึงให้เกษตรกรนำไปปลูกได้เลย ถ้าเป็นฤดูหนาว 25วัน ก่อนนำไปขาย จะเช็คความสมบูรณ์ของรากด้วย

IMG_0341.JPG

นอกจากนั้น ที่นี่ยังมีเครื่องจักรช่วยกรอกวัสดุปลูกลงถาด และหยอดเมล็ดลงถาดด้วย โดยสามารถช่วยทุ่นแรงงานในการเพาะได้มาก สามารถทำได้ 300ถาด ภายใน 1 ชม. ซึ่งเทียบเท่ากับแรงงานคน 10 คน

ที่มา รายงานการฝึกอบรม On the Job Training

สวนไม้ตัดใบ

Cut leaves garden เป็นกลุ่มรวบรวมไม้ตัดใบ มีสมาชิกจำนวน 300 คน โดยรัฐบาลได้จัดหาพื้นที่และสนับสนุนโรงเรือนในการรวบรวมไม้ตัดใบ และส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มสมาชิกเกษตรผู้ผลิตไม้ตัดใบ

IMG_0328.JPG

ก่อตั้งมาเป็นระยะเวลา 20 ปี มูลค่าการจำหน่ายไม้ตัดใบต่อปีประมาณ 10,000,000 NTD

ทางกลุ่มเกษตรกรจะเน้นตลาดภายในประเทศร้อยละ 80 และตลาดส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นร้อยละ 20

สาเหตุที่เน้นจำหน่ายภายในประเทศ เนื่องจากตลาดในประเทศมีความมั่นคง แน่นอน ส่วนการส่งออกไปยังต่างประเทศจะได้ราคาจะสูงกว่าจำหน่ายภายในประเทศ 1 – 2 เท่า ทั้งนี้การส่งออกไปยังต่างประเทศจะเพิ่มต้นทุนเรื่องค่าขนส่ง การส่งออกนั้นจะช่วยดึงราคาไม้ตัดใบภายในประเทศไม่ให้มีราคาตกต่ำ

ทางกลุ่มเกษตรกรจะมีการหักเงินค่าบริหารจัดการร้อยละ 2.50 เพื่อใช้ในการบริหารจัดการภายในกลุ่ม

ประเภทของไม้ตัดใบที่ทางกลุ่มเกษตรกรผลิตมีทั้งหมด 20 ประเภท โดยไม้ตัดใบที่สำคัญ คือ หมากเหลือง กวนอิม

IMG_0330

การจัดการไม้ตัดใบหลังการเก็บเกี่ยว ขนส่งไม้ตัดใบจากแปลงเกษตรกรมายังจุดรวบรวมโดยใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำคลุมไม้ตัดใบ เมื่อถึงจุดคัดแยกนำไม้ตัดใบมาแช่น้ำเป็นเวลาประมาณ 30 นาที จากนั้นคัดขนาดตามความยาวของใบและคัดใบที่มีตำหนิหรือเสียออก ตัดก้านเพื่อให้สั้นลงและล้างด้วยน้ำเปล่าอีกครั้ง

IMG_0332

จากนั้นจึงตรวจสอบโรคแมลงและตำหนิด้วยสายตา หากมีตำหนิหรือมีโรคแมลงจะไม่สามารถส่งออกต่างประเทศได้จะจำหน่ายภายในประเทศ หลังจากตรวจสอบไม้ตัดใบอย่างละเอียดแล้วนำใบจุ่มในกรด มัดเป็นกำด้วยยางวงโดยใช้สีของยางวงเป็นตัวจำแนกขนาด (Color Management)

927organicFarm_๑๗๑๐๐๙_0034

และนำไม้ตัดใบเก็บไว้ในห้องเย็นอุณหภูมิประมาณ 12 – 17 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาได้นาน 1 สัปดาห์ คลุมด้วยผ้าเพื่อป้องกันไม่ให้ความชื้นออกจากใบ เพื่อรอการขนส่งไปจำหน่ายต่อไป

IMG_0326

 

ที่มา รายงานการฝึกอบรม On the Job Training

Organic vegetable garden เจียงเชียง

Organic vegetable garden บริษัทเจียงเชียง มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 5 เฮกตาร์
พืชที่ปลูก คือ ผักกาดหอม ปลูกในโรงเรือนมาเป็นระยะเวลา 5 ปี

IMG_0310

IMG_0311

ที่นี่มีเครื่องจักรในการเพาะเมล็ด โดยเพาะเมล็ดในถาดเพาะกล้า ขนาด 200 หลุม เครื่องเพาะเมล็ดจะทำการเจาะหลุมลึก 0.5 เซนติเมตร และใช้ระบบลมดูดเมล็ดขึ้นมาหยอดลงหลุม เครื่องเพาะกล้าราคา 600,000 NTD วัสดุปลูกที่ใช้เป็น peat moss อัตราการงอกของเมล็ด 98 เปอร์เซ็นต์

การเตรียมดิน จะใช้ปุ๋ยคอก 200 กิโลกรัมต่อโรงเรือน (โรงเรือนขนาด 700 ตารางเมตร) คลุมดินด้วยผ้ากำมะหยี่

การปลูก ย้ายปลูกเมื่อต้นกล้ามีอายุ 14 วัน เก็บเกี่ยวผลผลิตหลังจากย้ายปลูก 21 วัน เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จจะทำการพักแปลงเป็นระยะเวลา 5 – 7 วัน จากนั้นจึงปล่อยเป็ดไก่เพื่อเข้าไปกินแมลงในแปลงปลูก

การตลาด ผลผลิตในแปลงจะส่งไปยังโรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยม จำนวน 130 โรงเรียน ในเมือง Pingtung โดยจะมีรถโรงเรียนมารับผลผลิตสัปดาห์ละครั้ง ราคาผลผลิตกิโลกรัมละ 50 NTD ซึ่งทางบริษัทได้ร่วมโครงการกับรัฐบาลซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้นักเรียนได้บริโภคผักที่ปลอดภัย รัฐบาลยังสนับสนุนเงิน 80,000 NTD ในการซื้อปุ๋ยอินทรีย์จำนวน 20 ตัน

สวนมะระขาวและแตงกวา

สวนมะระขาว ซึ่งเป็นพันธุ์พิเศษของไต้หวัน ผลมีสีขาวส่วนใหญ่นิยมรับประทานเป็นสลัด และส่งออกไปจำหน่ายที่ฮ่องกง25600926_๑๗๑๐๐๙_0018

มะระขาวในแปลงนี้ปลูกภายในโรงเรือนตาข่าย (Net house) ความสูงของโรงเรือนประมาณ 2.50 เมตร ขนาดตาข่าย 24 mesh ระยะปลูกระหว่างแปลง 2 เมตร และระยะระหว่างต้น 2 เมตร

IMG_0246

ต้นมะระที่ปลูกใช้ต้นกล้าจากการเสียบยอด (grafting) โดยใช้ต้นฟักทองเป็นต้นตอ จากนั้นจึงเสียบยอดด้วยยอดมะระพันธุ์ดี สาเหตุที่ใช้ต้นฟักทองเป็นต้นตอ เนื่องจากต้นฟักทองมีรากที่แข็งแรงสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีความชื้นสูง ทนต่อโรคพืชทางดิน

นี่คือรูป ลักษณะโคนต้นมะระที่เสียบยอดบนต้นฟักทอง

25600926_๑๗๑๐๐๙_0019

การให้น้ำเป็นระบบให้น้ำไล่ร่อง ทุก 10 วัน
การให้ปุ๋ยในช่วงแรกจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ และเมื่อต้นมะระเริ่มติดดอกจะให้ปุ๋ยเคมีในปริมาณที่เหมาะสม

IMG_0253

ภายในโรงเรือนจะใช้ผึ้งในการผสมเกสร

IMG_0249

การดูแลรักษา จะมีการห่อผลมะระตั้งแต่ผลมีขนาดใหญ่เท่านิ้วโป้ง ห่อผลด้วยถุงพลาสติกสีดำ เพื่อลดการสังเคราะห์แสงทำให้ผลมะระมีสีขาว หลังจากห่อผลประมาณ 2 สัปดาห์ จึงสามารถเก็บเกี่ยวได้ โดยก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต 1วัน จะนำเอาถุงพลาสติกสีดำที่ห่อผลออก

IMG_0248

การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเก็บสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 8,000 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์ (1,280 กก. ต่อไร่)

ราคาจำหน่ายผลผลิตภายในประเทศประมาณกิโลกรัมละ 40 NTD (ประมาณ 42บาท)
ราคาส่งออกไปยังประเทศฮ่องกงกิโลกรัมละ 60 NTD

ต่อจากนั้นเดินทางไปงานแปลงมะระเขียว ซึ่งผลผลิตมะระเขียวจะใช้สำหรับทำน้ำมะระ และส่งโรงแรมเพื่อประกอบอาหาร

IMG_0258.JPG

การเก็บเกี่ยวผลผลิตจะสังเกตจากตุ่มที่ผิวของผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อผล ราคาจำหน่ายมะระเขียวราคากิโลกรัมละ 50 บาท เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมปลูกมะระเขียวมากกว่ามะระขาว เนื่องจากมีตลาดที่แน่นอน มีความต้องการของตลาดมากเพราะคนไต้หวันนิยมบริโภคมะระเขียวมากกว่ามะระขาว และมะระเขียวมีโรคและแมลงศัตรูพืชรบกวนน้อยกว่า การจัดการและการดูแลรักษาง่ายกว่า

ทั้งนี้เกษตรกรจะปลูกมะระสลับกับการปลูกแตงกวา โดยจะปลูกแตงกวาในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน และปลูกมะระในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคม

สำหรับการปลูกแตงกวา จะใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ด ต้นกล้ามีอายุได้ประมาณ 4 วัน จึงย้ายต้นกล้าลงปลูกในแปลง การย้ายปลูกในช่วงที่ต้นกล้ามีอายุน้อย เป็นการประหยัดแรงงานในการดูแลต้นกล้า และทำให้รากเจริญเติบโตได้ดี ลำต้นจะไม่สูงจนเกินไปและมีข้อที่สั้น

IMG_0261

การดูแลรักษาจะมีการเด็ดยอดที่กิ่งแขนงเพื่อให้น้ำเลี้ยงไปเลี้ยงที่ลูกเท่านั้น โดยจะไว้ผลประมาณ 35 ผลต่อต้น เริ่มเก็บครั้งแรกหลังการย้ายกล้าปลูกไปแล้ว 35 วัน และเก็บผลผลิตได้จนถึงอายุ 60 วันหลังการย้ายปลูก ซึ่งจะเก็บผลผลิตทุกวัน ผลผลิตเฉลี่ยต่อวันประมาณ 2,500 กิโลกรัมต่อเฮกตาร์

IMG_0256

 

ที่มา รายงานการฝึกอบรม On the Job Training

Day3 โดรนใส่ปุ๋ยและวันเก็บเกี่ยวฝรั่ง

ตีห้าครึ่ง หมินจงเดินขึ้นมาถึงหน้าห้องพวกเรา

เพราะชัยชวนให้หมินจงมาเอาของที่ระลึก เป็นผ้าขาวม้า1ผืน

หมินจงถามว่า “มันใช้ทำอะไร”

เออนั่นสิ ตอบยากจริงๆ จริงๆมันก็ใช้ได้ทุกอย่าง เช็ดตัว นุ่งแทนกางเกง โพกหัว ห่มตัว มัดเอว

หมินจงก็งง ว่าทำไมมันสารพัดประโยชน์เช่นนี้

หมินจงพามาที่ทุ่งนาเดิมที่มาวันก่อน มาพบกับเพื่อนเค้า เป็นเจ้าของโดรน6ใบพัดใหญ่ๆอันนึง

โดรนนี้เพื่อนหมินจงให้ยืมมาลองใส่ปุ๋ยดู สามารถใส่ได้ทั้งปุ๋ยและยาทีละ 20 กก. แต่ต้องเป็นของเหลว

โดรนมีGPSติดอยู่ ตอนแรกเริ่ม เพื่อนหมินจงจะมาร์คตำแหน่งอาณาเขตนาข้าวที่อยากจะใส่ปุ๋ย โดยใช้แอพในSmart phone มาร์คจุดตามแผนที่ ทีนี้แอพนั้นจะวางแผนการบินของโดรนเป็นเส้นๆกลัับไปกลับไป ให้บินไปใส่ปุ๋ยทั่วทุกอณูของแปลงข้าว

พอเริ่มออกตัว เสียงดัง อย่างกะเฮลิคอปเตอร์น้อยๆ โดรนจะบินไปตามเส้นทางที่กำหนดมะกี้ เค้ากำหนดให้บินสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตร ระหว่างบินก็สเปรย์ปุ๋ยน้ำออกมาด้วย ฟุ้งกระจาย ต้นข้าวโบกสะบัดตามแรงลมของใบพัดโดรน

บินไปบินกลับจนกระทั่งปุ๋ยหมด ก็จะกลับมาเติมปุ๋ยใหม่ แล้วมันก็ฉลาดรู้ไปสเปรย์ต่อที่จุดสุดท้ายมะกี้ด้วย

ช่างเป็นการใช้โดรนได้มีประโยชน์มากๆ ใส่ปุ๋ยและยาให้ต้นข้าวเสร็จภายในไม่กี่นาที

คลิปวิดีโอโดรนบินใส่ปุ๋ย

ระหว่างปล่อยโดรนมันบินไป หมินจงโชว์รูปรวมหน้าของตัวเองที่มีทรงผมไม่ซ้ำกันซักแบบ

เห็นโจ๋ๆแบบนี้เขาก็เก่งเหมือนกันนะ อายุแค่นี้เอง ดูมุ่งมั่นตั้งใจ

เราแอบไปส่องfacebookมาเมื่อคืน หมินจงมักจะโพสนั่นนี่เหมือนคนไทยเรานั่นแหละ

แต่รูปที่เค้าโพสนั้นมันเป็นทุ่งนามั่งล่ะ รูปเค้ากำลังใช้เครื่องจักรใหญ่ๆวิ่งบนท้องนามั่ง

มีทั้งเหนื่อย ทั้งสนุก แต่ให้ความรู้สึกว่าเป็นงานที่เค้าภาคภูมิใจ

แค่ดูเฟซบุคหมินจง เราก็รู้สึกภูมิใจในความเป็นเกษตรกรของตัวเองขึ้นมาเลย

มันน่าชื่นใจเวลาได้ทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกาย

แล้วผลผลิตมันก็ออกมาเป็นชิ้นเป็นอันให้คนอื่นได้กิน

เดือนหน้าหมินจงจะไปพัทยา เค้าอยากกินไอติมผัด

โอเค ถ้าแวะมาเที่ยวกทม.ด้วย เราสัญญาจะพาไปกิน

เสร็จจากการดูโดรน หมินจงพาไปเลี้ยงน้ำเลี้ยงหนมในเซเว่น แล้วขับรถพาเราไปหาเรนที่ออฟฟิซ

นี่ถ้าไม่ได้ขนมเซเว่นครั้งนั้น เราแย่แน่ๆเพราะงานต่อจากนี้มันเหนื่อยจริงๆ

ขอบคุณมากหมินจงเอ๊ย

ที่ออฟฟิซเรน จริงๆมันไม่ใช่แค่ออฟฟิซค่ะ มันเป็นโรงสีข้าว!!

เรนบอกว่าเดี๋ยวอีก 3 วัน จะให้พวกเรามาทำงานที่นี่…

แต่วันนี้จะไปช่วยพ่อของเรนเก็บส้มโอก่อน

เรนพามาที่สวนส้มโอของพ่อที่อยู่บนเนินเขา พามาส่งแล้วก็ขับรถออกไป ทิ้งเราไว้กับคนงานเก็บส้มโอคนอื่นๆ

หน้าที่เรามีแค่เด็ดส้มโอจากต้นแล้วโยนลงถัง แค่นั้นเลย แต่มันก็ไม่ง่ายนะ บางลูกก็สูงต้องปีนป่าย แถมปลูกบนทางลาดเอียงบนเนินเขาด้วย ทำให้ต้องเดินขึ้นลงเนินกันใหญ่ บางทีโยนลงถังแล้วถังดันคว่ำเพราะพื้นมันเอียง ก็วิ่งตามเก็บส้มโอที่กลิ้งลงเขาไปอีก

เราต้องโยนอย่างระมัดระวัง วางถังบนพื้นที่มั่นคง เพราะถ้าคว่ำทีนี่เหนื่อยหนักกว่าเดิม

เราได้ถ่ายรูปกิจกรรมกันช่วงแรกๆตอนที่ยังไม่เหนื่อย หลังจากนั้นไม่มีเรี่ยวแรงจะเปิดกล้องแล้ว ฮ่าๆ

นี่คือพ่อของเรน

มีนั่งพักคุยกับคุณป้าคนนึง คุณป้าช่วยนวดให้เปิ้ลด้วย เพราะสภาพหมดแรงมาก

แล้วชัยก็มานวดให้คุณป้าแทน ท่าทางจะชอบมาก

เราเก็บกัน 2-3 ชม. เหนื่อยที่สุดตั้งแต่มาที่นี่ ถังที่เต็มแล้วจะเอาส้มโอไปเทรวมที่ท้ายรถกระบะ

ระหว่างเก็บอยู่ ชัยก็เดินมาพูดว่า “เจิงจูหน่ายชา…”

โอ้ยยย ถูกต้อง หอบแฮกแบบนี้อยากกินเจิงจูหน่ายชา(ชานมไข่มุก)จริงๆ

ทำให้เราก็เพ้อถึงเจิงจูหน่ายชาไปด้วยเลย

เก็บไปได้ประมาณ3-4คันรถ ก็ถึงเวลาพักกินกลางวันเป็นข้าวกล่อง มีไ่ก่ย่างด้วย

กินอย่างหิวโหยเสร็จ เค้าก้อบอกว่า พวกเราไม่ต้องทำแล้ว เรนจะมารับกลับไป

ทันทีที่เปิดประตูรถเรน เราก็เจอบางอย่างอยู่ในถุง

อดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาดังๆ “เจิงจูหน่ายชา!!!” เรนช่างรู้ใจกันสุดๆไปเลย

คำอธิษฐานหาเจิงจูหน่ายชา ที่พูดซ้ำแล้วซำเล่าก็เป็นผลสำเร็จ

เรนพาไปร้านคาเฟ่ซึ่งเคยเป็นสถานีรถไฟมาก่อน ชื่อว่า Jiudongli Train Station

แต่ไม่ได้พามากินหรอก เพราะพวกเรามีชานมไข่มุกของเรนถืออยู่ในมือแล้ว

เรนพาเดินทะลุออกไปหลังร้าน พบกับวิวอลังการของ ท้องฟ้า ภูเขา ทุ่งนา รางรถไฟ สถานีรถไฟ ชานชาลา และเก้าอี้นั่ง

เห็นองค์ประกอบภาพแล้วก็ไม่รู้จะถ่ายเก็บกลับไปยังไงได้หมด อยากถ่ายให้มันเหมือนกับตาเห็น แต่ไม่มีทางทำได้สำหรับเรา ถีงเลนส์กล้องโกโปรเราจะกว้าง ถ่ายติดได้ทุกอย่างยกเว้นอารมณ์ ดูรูปที่ถ่ายมาแล้วมันช่างไร้อารมณ์จริงๆ

อารมณ์ชิลๆ ลมเย็นๆ ละมุนละไม

นี่มันเป็นฉากบ้านนอกคอกนาในละครได้เลยนะเนี่ย !!

คิดแล้วก็อยากชวนพวกเพื่อนที่ชอบถ่ายรูปมาที่นี่ ช่วยถ่ายเราอยู่ในรูปแบบได้อารมณ์หน่อยเถอะ

ตอนนี้ได้แต่บอกตัวเองว่า ถ้าได้กลับมาFuliใหม่ จะมาที่นี่อีกรอบ

หรือถ้าต้องแนะนำสถานที่ให้เพื่อนที่มาไต้หวัน เราก็จะแนะนำจุดนี้ สวยขนาดนี้ต้องบอกต่อ

เรนคงตั้งใจให้เรามาพักเหนื่อย และชมสถานที่งามๆของ Fuli ด้วยก่อนจะกลับไปส่งที่บ้านเพจ

แผนที่ Jiudongli Train Station

Nice Green Plant Factory

nicegreen

เป็นการปลูกพืชระบบ Plant factory ในตึกร้างที่ไม่ใช้งานแล้ว มีจำนวนห้องสำหรับปลูกพืชผัก จำนวนทั้งหมด 20 ห้อง (ห้องขนาด 70 ตารางเมตร) พื้นที่ 1 ห้อง สามารถปลูกได้ 8,000 ต้น แบ่งการดูแลเป็นโซนละ 6 ห้อง และในแต่ละโซนจะมีคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง ในการควบคุมความชื้นสัมพัทธ์ อุณหภูมิ อากาศ คาร์บอนไดออกไซด์

ข้อดีของการแบ่งปลูกเป็นห้องเล็กๆ คือง่ายต่อการจัดการ การเก็บเกี่ยวผลผลิต และประหยัดพลังงานไฟฟ้า ในส่วนที่ไม่ได้ปลูกก็ปิดไฟทั้งหมด

IMG_7408

พืชที่ปลูก ได้แก่ กรีนโอ๊ค (Green Oak) เรดโอ๊ค (Red Oak) เรดคอรอล (Red Coral) การจัดการหลังการเก็บเกี่ยว จะมีการตัดแต่งใบที่ไม่สมบูรณ์ออก และบรรจุในถุงพร้อมส่งผู้บริโภค

IMG_7409

แนวคิดของ Plant Factory คือ “Local to Local” หมายความว่า ผลผลิตพืชผักที่ได้จาก Plant Factory จะส่งขายภายในประเทศเท่านั้น อุปกรณ์ต่างๆที่ใช้สร้าง Plant Factory ก็จะผลิตในประเทศทั้งหมด

ในเมืองไทเป ยังมีร้านอาหาร Nice green เป็นร้านอาหารเพื่อสุขภาพ ขายพืชผักที่ผลิตจากระบบ Plant factory มีชุดตัวอย่างแสดงการผลิตผักภายในร้านอาหาร เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าว่าผักที่ทานเข้าไปผลิตมาด้วยวิธีใด

Environmental friendly Farm of Vegetable

ฟาร์มของเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ปลูกผักอินทรีย์และข้าวอินทรีย์ในเมือง Yilan เป็นจุดรวบรวมผักอินทรีย์จากสมาชิกอีก 35 ราย ก่อนจะนำไปจำหน่ายยังที่ต่างๆ

IMG_8579

รัฐบาลจะสนับสนุนกลุ่มเกษตรกรโดยรับซื้อผลผลิตของกลุ่มเกษตรกรไปให้เด็กในโรงเรียนรับประทาน และที่เมือง Yilan ในทุกเดือนจะกำหนดให้มีวันกินผักอินทรีย์เพื่อกระตุ้นและประชาสัมพันธ์การบริโภคผักอินทรีย์

9

การผลิตข้าวของเกษตรกรจะปลูกได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ดังนั้นจึงมีการเก็บรักษาคุณภาพข้าวให้สามารถจำหน่ายได้ตลอดทั้งปี และให้ข้าวมีความสดใหม่น่ารับประทานโดยการเก็บรักษาข้าวเปลือกไว้ในห้องเย็นที่อุณหภูมิ 18 องศาเซลเซียส

ที่นี่จะมีเครื่องสีข้าว สามารถสีข้าวแบบขัดผิวและไม่ขัดผิว มีเครื่องบรรจุสุญญากาศ

เกษตรกรมีการปลูกพืชแบบผสมผสานในโรงเรือน มีทั้งพืชผักและไม้ผล เช่น มีมะเดื่อฝรั่ง แก้วมังกร โดยมีแนวคิดว่าไม่ปลูกพืชชนิดเดียวปริมาณมาก แต่จะปลูกพืชให้มีความหลากหลายชนิดเพื่อลดความเสี่ยงเรื่องราคาผลผลิตในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาด

สำหรับการทำเกษตรอินทรีย์ในโรงเรือน หลังการเก็บเกี่ยวจะปล่อยให้ไก่เข้าไปกำจัดศัตรูพืชและวัชพืช โดยระยะเวลาในการปล่อยให้ไก่อยู่ในโรงเรือนนั้นจะขึ้นอยู่กับจำนวนไก่และปริมาณอาหารที่ไก่สามารถกินได้ในโรงเรือน นอกจากนั้นยังมีผลพลอยได้จาก๘ไก่ ซึ่งจะกลายเป็นปุ๋ยให้พืชผักด้วย สามารถช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยได้มาก

8

การให้ปุ๋ย ปุ๋ยที่ใช้จะเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ผ่านการรับรองจากรัฐบาล โดยรัฐบาลจะสนับสนุนงบประมาณด้านเกษตรอินทรีย์ เกษตรกรที่ผลิตพืชอินทรีย์และเข้าร่วมโครงการกับรัฐบาล ทางรัฐบาลจะช่วยออกค่าปุ๋ยส่วนหนึ่ง สามารถซื้อปุ๋ยอินทรีย์ได้ในราคากิโลกรัมละ 7 NTD จากราคาปกติกิโลกรัมละ 15 NTD (ถูกกว่าเกษตรกรที่ไม่เข้าร่วมโครงการ)

Oganic+Onion150917_๑๗๑๐๐๙_0051

นอกจากการสนับสนุนเรื่องปุ๋ยอินทรีย์แล้ว รัฐบาลได้สนับสนุนงบประมาณ เรื่องเครื่องจักรกลทางการเกษตร และค่าใช้จ่ายในการขอใบรับรองเกษตรอินทรีย์อีกด้วย

เกษตรกรท่านนี้ได้ให้แนวความคิดกับการผลิตพืชอินทรีย์ว่า

“การทำเกษตรอินทรีย์เราต้องทราบปริมาณความต้องการของตลาด และผลิตให้เพียงพอกับความต้องการไม่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ควรผลิตในปริมาณที่สม่ำเสมอ เมื่อใดที่ผลิตเกินความต้องการของตลาดผลผลิตจะล้นตลาดส่งผลให้ราคาผลผลิตตกต่ำ”